ความเป็นนายกรัฐมนตรี 8 ปีนับวันไหน

แชร์

25 ก.ย.64/ คอลัมน์ : คมความคิด

คอลัมน์นิสต์ : ขุนอินทร์ บุตรเจ้าพระยา

หลักนิติธรรมหรือ Rule of Law เป็นผลให้ประเทศต่าง ๆ จำกัดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของผู้นำประเทศไว้ในลักษณะเดียวกัน ซึ่งถือว่าเป็นมาตรฐานสากลที่ยอมรับกันทั่วไป เช่น สหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศสห้ามประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งเกินกว่า 2 ครั้ง (8 ปี) เกาหลีใต้ให้ประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งได้ครั้งเดียว 5 ปี แล้วห้ามลงแข่งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอีก เป็นต้น

เหมือนคำกล่าวที่ว่า “Power tends to corrupt, and absolute power corrupts absolutely.” หรือ “อำนาจทำให้คนทุจริต อำนาจเด็ดขาดทำให้ทุจริตได้อย่างไม่มีข้อจำกัด” ซึ่งหมายความว่า คนที่มีอำนาจเหนือคนอื่นมีแนวโน้มที่จะทุจริตหรือใช้อำนาจในทางที่มิชอบได้ง่าย ดังนั้น ถ้าปล่อยให้มีคนที่มีอำนาจโดยเด็ดขาดเป็นระยะเวลายาวนานเกินไป ก็เท่ากับปล่อยให้ผู้ใช้อำนาจสามารถทุจริตโดยไม่มีข้อจำกัด

ยิ่งเมื่ออำนาจนั้นหมายถึงอำนาจในการเป็นผู้นำประเทศซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดในประเทศ ก็ย่อมมีโอกาสจะก่อผลเสียต่อประโยชน์สาธารณะหรือประโยชน์ของประเทศชาตินั้นอย่างรุนแรงได้ และเมื่อเป็นเช่นนั้น ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศหรือสาธารณะก็จะต้องตกเป็นผู้รับผลร้ายนั้นในที่สุด

ดังนั้น เพื่อมิให้เกิดสภาพดังกล่าว หลักนิติธรรมที่เป็นมาตรฐานสากลจึงจำกัดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของผู้นำประเทศไว้ตามที่กล่าวมา เพราะอย่างแย่ที่สุด ถ้าผู้นำประเทศใดเกิดเสพติดอำนาจขึ้นมาหลังจากมีอำนาจไปนาน ๆ ก็ต้องยอมให้ประโยชน์สาธารณะเสียหายไปไม่เกิน 8 ปี หรือ 5 ปี ตามที่กฎหมายของประเทศนั้นกำหนดเอาไว้ อันนี้เรียกว่าอย่างเต็มที่แล้ว

สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศหนึ่งที่ยึดถือหลักการห้ามผู้นำประเทศดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 ครั้ง (8 ปี) อย่างจริงจัง ยึดถือกันมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญอเมริกันยังไม่บัญญัติเรื่องนี้ไว้ซะด้วยซ้ำ

ในปี 1796 ประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตันประกาศไม่ลงชิงตำแหน่งต่อเป็นครั้งที่ 3 ทั้งที่มีเสียงสนับสนุนให้ลงชิงตำแหน่งต่อล้นหลาม เพราะเห็นว่า แม้ไม่มีกฎหมายห้าม (ในขณะนั้น) แต่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวม จำเป็นต้องจำกัดระยะเวลาของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีไว้เพียง 2 ครั้ง ต่อมาในปี 1807 ประธานาธิบดีทอมัส เจฟเฟอร์สัน ประกาศปฏิเสธลงชิงตำแหน่งต่อเป็นครั้งที่ 3 ทั้งที่มีเสียงสนับสนุนล้นหลามเช่นกัน จนกลายเป็นประเพณีทางการเมืองอเมริกันที่ประธานาธิบดีต่างปฏิบัติอย่างเดียวกันต่อมา ไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดีเจมส์ แมดิสัน, เจมส์ มอนโร และอีกหลายคน

แฟรงกลิน โรสเวลต์ เป็นประธานาธิบดีคนแรกและคนเดียวที่ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งที่ 3 และ 4 โดยอ้างเหตุความมั่นคงด้านการเมืองระหว่างประเทศในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มายกเว้นประเพณีทางการเมืองดังกล่าว โดยเป็นประธานาธิบดีต่อกันตั้งแต่ปี 1933 ถึง 1945 รวม 12 ปีเศษ จนเป็นเหตุให้สหรัฐอเมริกาต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นฉบับที่ 22 ที่เรียกว่า Amendment XXII ในปี 1947 บัญญัติห้ามประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งเกินกว่า 2 ครั้ง (8 ปี) เพราะมลรัฐต่าง ๆ เห็นตรงกันว่าจำเป็นต้องป้องกันการผูกขาดอำนาจและป้องกันการเกิดเผด็จการที่อาจเกิดขึ้น

การแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวทำให้หลักการห้ามผู้นำประเทศดำรงตำแหน่งติดต่อกันกลายเป็นกฎหมายและบังคับใช้กับประธานาธิบดีอเมริกันทุกคน โดยไม่มีข้อยกเว้นมาจนถึงทุกวันนี้ ตัวอย่างเช่น ประธานาธิบดีบิล คลินตัน, ประธานาธิบดีบารัค โอบามา เป็นต้น

สาธารณประชาชนจีนก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่เดิมรัฐธรรมนูญบัญญัติห้ามผู้นำประเทศดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินกว่า 2 ครั้ง จนกระทั่งเมื่อเดือนมีนาคม 2018 ที่รัฐสภาจีนแก้ไขยกเลิกบทบัญญัติดังกล่าว ส่งผลให้ประธานาธิบดีสามารถดำรงตำแหน่งติดต่อกันโดยไม่จำกัดครั้ง ซึ่งกลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก อันนี้ถือเป็นอีกมุมมองหนึ่ง ตรงกันข้าม

รัฐธรรมนูญไทยมาตรา 158 วรรคสี่ บัญญัติว่านายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกิน 8 ปีมิได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่

คำถามคือ แล้วครบ 8 ปีเมื่อไหร่

พล.อ.ประยุทธ์เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2557 หมายความว่าความเป็นนายกรัฐมนตรีเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2557 ดังนั้น จึงครบ 8 ปีในวันที่ 23 สิงหาคม 2565 ซึ่งตรงกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 วรรคหนึ่งที่บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็นคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ด้วย จึงต้องนับต่อเนื่องรวมกันตลอดระยะเวลาที่มีความเป็นนายกรัฐมนตรี ครบ 8 ปีเมื่อไหร่ ก็จบ

หากมองรัฐธรรมนูญตรงไปตรงมาแบบนี้ ก็จะสอดคล้องกับหลักนิติธรรมหรือ Rule of Law ที่เป็นมาตรฐานสากล และสอดคล้องกับการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะหรือประโยชน์ของประเทศชาติที่ไม่ควรต้องมารองรับความเสี่ยงต่อการใช้อำนาจโดยมิชอบจากการยึดครองอำนาจนานเกินไป

แต่กลับกัน ถ้ามองเฉพาะด้านประโยชน์ของ พล.อ.ประยุทธ์ เอง ก็มองได้ว่าต้องเริ่มนับระยะเวลา 8 ปีตั้งแต่วันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญคือวันที่ 6 เมษายน 2560 เพราะไม่อย่างงั้น จะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องเสียสิทธิในการเป็นนายกรัฐมนตรีไป การมองแบบนี้ถือว่าการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะหรือประโยชน์ของประเทศชาติเป็นเรื่องรองไป

การผ่าทางตันอีกทางหนึ่ง สำหรับมุมมองด้านประโยชน์ของ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหลัก ที่อาจเป็นไปได้คือ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ มีเสียง สว. 250 เสียงและมีเสียง สส. มากพอ อาจเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยตัดมาตรา 158 วรรคสี่ ที่ห้ามการดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกิน 8 ปีออกไป ในลักษณะเดียวกับที่สาธารณประชาชนจีนทำในเดือนมีนาคม 2018

หากทำแบบนี้ได้ ปัญหาการจำกัดระยะเวลาในรัฐธรรมนูญก็จะหายไป


แชร์