“ณพลเดช” ขับเคลื่อนพ่นยาฆ่าเชื้อโควิด-19 ปูพรม “Head Office” เยาวราช แจงเหลือเพียง 114 วันตามที่นายกรัฐมนตรีประกาศไว้ว่าจะคลายล็อคประเทศ รัฐต้องเร่งมาตรการช่วยประชาชนตามกำหนดที่ระบุไว้
22 มิ.ย.64 / ดร.ณพลเดช มณีลังกา ที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาฯ และว่าที่ผู้สมัคร สก. เขตสัมพันธวงศ์ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า จากกลุ่มบริษัทภาคอุตสาหกรรมที่เป็นหัวเรือใหญ่ของประเทศ เมื่อปี 2561 ภาคอุตสาหกรรมและบริการเป็นภาคหลักในผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของไทย(GDP) โดยภาคอุตสาหกรรมเป็นสัดส่วน 39.2% ของจีดีพี(GDP) ถือว่าเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดของประเทศ ทั้งนี้หากภาคอุตสาหกรรมขัดข้องจะส่งถึง การลงทุนและการบริโภคภาคเอกชน ราคาสินค้าขายส่งและสินค้าอุปโภคบริโภค อัตราเงินเฟ้อ ภาวะการจ้างงาน ฯลฯ ซึ่งเห็นว่าขณะนี้รัฐบาลมุ่งแต่เพียงที่จะเปิดประเทศใน 120 วัน

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ผ่านมาแล้ว 114 วันยังไม่เห็นนโยบายที่ชัดเจน ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ หากเปิดเพื่อมุ่งให้เม็ดเงินในภาคการท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศเพียงอย่างเดียว เราก็จะเหมือนกับเตี้ยอุ้มค่อม ชักหน้าไม่ถึงหลัง อีกทั้งหากเปิดประเทศไทยแล้ว เกิดเหตุการณ์วัคซีนยังไม่ทั่วถึง หรือ ผลของการฉีดวัคซีนไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโควิด19 สายพันธุ์ใหม่ๆ ได้ เช่นนี้ก็เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ซึ่งไม่ได้ผลอะไรกลับมาเลย ตนเห็นว่ารัฐบาลต้องวางยุทธศาสตร์ให้ดีกว่านี้และทำงานในหลายๆ มิติพร้อมๆ กัน ไม่เช่นนั้นเมื่อครบ 120 วันจะเห็นความเลวร้ายที่แย่กว่าเดิม

ดร.ณพลเดช กล่าวว่า สำหรับงานง่ายๆ ที่เห็นว่าควรช่วยเหลือประชาชนโดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม คือหนุนกำลังใจ ที่ผ่านมาก็ได้รับการประสานงานจากบริษัทขนาดใหญ่ที่เป็น Head Office ในเขตพื้นที่สัมพันธวงศ์และเยาวราช ให้มาช่วยพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโควิด-19 ให้กับองค์กร ซึ่งตนก็ให้ทีมงานลงพื้นที่อย่างเข้มงวด โดยพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโควิด Nanosilver บ้าง Evosan Q15 บ้าง ก็ทำให้พื้นที่ที่มีพนักงานจำนวนมากที่พร้อมจะกลายเป็นคัตเตอร์ใหม่ เกิดความปลอดภัย ในบางบริษัทเขาต้องการ การช่วยเหลือจากรัฐบาลแต่ติดต่อไปยังหน่วยงานไหนก็เพิกเฉย

ที่ผ่านมาได้ข้อมูลมาว่าบางบริษัทต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจ้างเอกชนมาพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโควิด-19 ครั้งละ 20,000 บาทต่อครั้ง โดยอัตราค่าบริการจะคิดเป็นตารางเมตร ซึ่งตนเคยนำทีมงานเข้าไปช่วยพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโควิด เขาก็ตอบเป็นหนังสือกลับมาขอบคุณ สิ่งนี้อยากจะให้รัฐบาลเข้ามาอุดหนุนและช่วยเหลือประชาชนและบริษัทเอกชนบ้าง เพราะจะเป็นส่วนหนึ่งในการลดคัตเตอร์ใหม่ๆ และสร้างความอุ่นใจให้กับประชาชน ทั้งนี้หากรัฐบาลยังเพิกเฉย ก็เห็นว่าในฐานะที่ตนเป็นส่วนหนึ่งของชาวไทย คงจะต้องระดมทุนเอาเองเพื่อปูพรมช่วยเหลือบริษัทเอกชนที่เป็นหัวหอกของการพัฒนาประเทศ
จรัญ ชุ่มเงิน รายงาน

















