“บัตรคนจน”นโยบายสวัสดิการแห่งรัฐ 4.0 ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว?  

แชร์

บัตรคนจน 4.0 ทำออกมาแล้ว “สมคิด” จริงมั้ย? ทำไมปัญหามันเยอะดีจัง  หรือทำไปทำมานโยบายทำท่าจะไม่สมคิด?

ดูเหมือนจะมีปัญหาหนักมากซะแล้ว เมื่อ “นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ออกมาเปิดเผยว่า “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี สั่งการให้มีการประเมิน กรณีของ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” หรือ “บัตรคนจน” และ “ร้านธงฟ้าประชารัฐ” ที่เติมเต็มไทยแลนด์ 4.0 ซะล้นแก้ว กลายอาจกลายเป็นปัญหาต่างๆ นานา จากการใช้งานจริง ทั้งเรื่องของการใช้แอปพลิเคชั่นผ่านโครงการ “ถุงเงินประชารัฐ” ที่รับจ่ายรับชำระเงิน แล้วกลายเป็นเรื่องยุ่งยาก จนพ่อค้าแม่ขายเข้าร่วมโครงการแบบไม่เข้าเป้า ทั้งที่ใช้แอปฯ แล้วมีปัญหา และอีกมากที่กลัวต้องเข้าสู่ระบบภาษี

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ก่อนหน้านี้ไม่นาน ก็มีการเสนอแนวทางจากกระทรวงการคลัง เปิดกเผยโดย “นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กับเรื่องเดียวกัน คือบัตรคนจน ที่จะให้มีการ “สแกนใบหน้า” สำหรับรับชำระเงิน แลกกับข้อเสนอของการลดภาษี VAT ให้กับผู้นำบัตรคนจนมาช็อป แล้วตั้งแท่นให้กับรัฐบาลเป็นผู้พิจารณาว่าจะเอาหรือไม่เอา?

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงการละเมิดสิทธิฯ เล่นเอาถึงสแกนหน้าเห็นหน้าเห็นตากันแบบนี้ เหมือนกับถูกตีตราว่าเป็นคนจน เป็นการแบ่งชั้นกันไปโดยปริยายหรือเปล่า? ลากย้อนไปก่อนนั้นอีกไม่นาน “บัตรคนจน” ก็กลายเป็นประเด็นการใช้เงินสดแทนกัน เปลี่ยนมือกัน สนุกสนานกันไปใหญ่

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ไม่ใช่เรื่องเล็ก! เพราะนโยบาย “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ที่มาจากการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย หรือที่เรียกกันว่า “ลงทะเบียน”คนจน ผลักดันขับเคลื่อนมาจาก “นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ผ่านโครงการหลากหลายประชารัฐ ที่หวังให้เป็นทางช่วย ทางออกของคนมีรายได้น้อย ให้ได้ใช้สินค้าราคาถูก ให้ได้มีเงินทุน ให้ได้เข้าถึงบริการรัฐได้สะดวกมากยิ่งขึ้น อันนี้ถือเป็นแนวคิดเป็นเจตนาที่ดี

เช่นเดียวกับผลสำรวจจากศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ที่ระบุ เรื่อง บัตรสวัสดิการแห่งรัฐกับการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย? พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 80.84 ระบุว่าเห็นด้วย เพราะมีส่วนช่วยให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

และการเพิ่มเงินช่วยเหลือแก่ผู้ที่ถือ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” จะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้ในระดับใด ร้อยละ 32.08 ระบุว่าสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้ค่อนข้างมาก

ขณะเดียวกันประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 68.08 ระบุว่าบัตรดังกล่าวไม่สามารถลดปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ เพราะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ นอกจากนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 66.00 ระบุว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไม่แตกต่างจากนโยบายประชานิยม เพราะมีแนวทางในการแก้ไข ช่วยเหลือ ปัญหาความยากจนเหมือนกัน แค่ใช้ชื่อเรียกที่ต่างกัน

 

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี

และหลายคนที่มองเรื่องนี้ไม่ต่างจาก“ประชานิยม” อาจมองว่า “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ”จากนโยบาย “สวัสดิการแห่งรัฐ” ก็แค่อัพเกรดมาเป็น 4.0 ที่ใส่เงินลงไปในบัตร ให้กับผู้มีรายได้น้อย แต่ใส่ตรงๆ ไม่ได้ ต้องผ่านระบบดิจิทัลที่ค้นคิดขึ้นมาโดยทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล กลายเป็นเรื่อง “อีรุงตุงนัง” กันไปซะหมด ไม่ว่าจะต้องใช้จ่ายผ่าน “เครื่องรูด EDC” หรือ แม้แต่การรับชำระกรณีค่าโดยสารรถประจำทางหรือรถเมล์ ผ่านเครื่องอ่านบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Ticket ก็ยังมีปัญหายังเชื่อมโยงใช้การได้ไม่เต็มที่ กลายเป็นใช้ไม่ได้ไปซะงั้น

แล้วจะทำมาทำไม? แน่นอนว่า คำถามนี้ก็มีคำตอบ ด้วยการประเมินจากทีมของกระทรวงพาณิชย์ ที่ยืนยันตอบคำสั่งนายกรัฐมนตรี โดยการออกมาเปิดเผย รมว.พาณิชย์ ว่า “ช่วยลดค่าครองชีพให้กับผู้ถือบัตรและประชาชนทั่วไป และยังมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานราก จากการนำสินค้าชุมชน สินค้าท้องถิ่นเข้าไปจำหน่าย และในส่วนของร้านค้า สามารถผลักดันให้ร้านโชวห่วย ร้านค้าค้าปลีกค้าส่งเดิม ให้สู้กับค้าปลีกสมัยใหม่ได้” แต่ก็ใช่ว่าจะมองแต่เพียงด้านนี้ด้านเดียว เพราะด้านอื่นยังมีปัญหาตามมาอีกมาก สำหรับการค้าการขายผ่าน “บัตรคนจน” และสารพัดเครื่องมือ ดิจิทัล 4.0 ที่ถูกคิดค้นขึ้นมาให้ใช้กับระบบนี้

ทั้งซีกคนซื้อ (ผู้ถือบัตร และ คนขาย) ที่ก็ไม่มีใคร อยากซื้อขายผ่านดิจิทัล 4.0 กันซักเท่าไหร่ ฟังเสียงจากคนซื้อก็ว่ายุ่งยาก ฟังเสียงจากคนขายก็ว่าขายยาก โดยเฉพาะร้านโชวห่วยที่อ้างว่า “ชอบ” ลึกๆ แล้วชอบจริงมั้ย? เพราะจะติดตั้งเครื่อง EDC แน่นอนว่าต้องเข้าสู่ระบบของการตรวจสอบโดยภาครัฐ และต้องเข้าระบบของการทำบัญชีในเรื่องของเงินสภาพคล่องหมุนเวียน และเรื่องของ “ภาษี”

พอลงไปตรวจตราในพื้นที่ “ใครจะกล้าบ่นว่ามันไม่โอมันไม่เวิร์ค” พาณิชย์จังหวัด พาณิชย์เล็ก พาณิชย์น้อยก็จัดฉากวางเป้าเข้าพวก “เยี่ยมครับพี่ดีครับนาย” แล้วก็ตอบกลับไป “ได้ครับผมเหมาะสมครับท่าน” แต่ใครกี่คนจะเห็นภาพสะท้อนที่แท้จริง ว่าลึกๆ แล้ว ชาวบ้านร้านช่อง เอาหรือไม่เอาชอบหรือไม่ชอบระบบบัตรสวัสดิการ เอาหรือไม่เอาระบบจ่ายเงินผ่านเครื่อง EDC  เอาเหรือไม่เอาระบบสแกนหน้า เอาหรือไม่เอาระบบจ่ายเงินผ่านแอปถุงเงินประชารัฐ

สุดท้ายอาจแค่ ทึกทักกันไปว่า “ประสบผลสำเร็จ” วัดแค่จากตัวเลข 11 ล้านของคนมาลงทะเบียนรับสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มาของบัตรคนจน ว่ากันแค่ที่ รูดซื้อสินค้าครั้งเดียวแล้วได้สินค้าราคาถูก ว่ากันด้วย เงินที่เข้าบัตรมาแบบฟรีๆ

ใครก็ชอบใครๆ ก็ว่าดี แต่พอใช้จริงๆ แล้ว ดีดังว่าหรือเปล่าเงื่อนไขยิบย่อยเยอะแยะ และต้องเข้าสู่ระบบตรวจสอบกันแบบสแกนหน้าเลยเถิดไปถึงขั้นนั้น

ปัญหาของ “บัตรคนจน” ที่ว่ามาทั้งหมด ยังไม่รวมถึงการยิงตรงเรื่องฐานข้อมูลอันอาจทับซ้อนกับประโยชน์ในเรื่อง  “การเมืองการเลือกตั้ง” ที่พอสแกนหน้าแล้วอะไรจะตามมา อันนี้คงต้องมาติดตามกันในตอนต่อไป เพราะลำพังการซื้อเสียงแบบเดิมๆ โชว์บัตรรับเงิน หัวคะแนนยังเช็คกันได้ยากเกินไป “สแกนหน้า” อาจช่วยให้เห็นหน้าเห็นตากันได้ชัดขึ้น อันนี้ก็เป็นข้อสงสัยที่เริ่มดังกันในโซเชียลแล้ว …

ผลสรุปสุดท้าย เรื่องลงทะเบียนคนจน เรื่องบัตรคนจน เรื่องสวัสดิการแห่งรัฐ เรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กลายเป็นคำถามมาถึงวันนี้ว่า “นโยบายนี้ล้มเหลวหรือเข้าเป้า?” คนตอบคำถามนี้ ไม่ต้องหันไปถามใคร หันไปถามคนคิดนั้นดูสิ …

แล้วคนคิดละใครคิด? ตกลงบัตรคนจน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เติมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล 4.0 คิดออกมาแล้วทำได้ดังสมคิดมั้ย? ถามตรงตอบตรงให้ชาวโซเชียลหายคันที…

 

ก้างตำคอ

 


แชร์