“นายศุภชัย ใจสมุทร” รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เปิดเผยถึงกรณีที่สมาชิกกลุ่มสามมิตร จ.สุรินทร์ นำโดย “นายเทพพนม นามลี” พร้อมคณะออกมาให้ข่าว โดยมีการระบุพาดพิงถึง “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภท.ว่า “กรณีที่กลุ่มสามมิตร กล่าวถึงนายอนุทิน หัวหน้าพรรค ว่าใช้ส่วนไหนคิดที่ ซึ่งออกมาแสดงความเห็นว่า โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า ได้ประโยชน์แก่คนส่วนน้อยนั้น เป็นความไม่เข้าใจสิ่งที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยพูด

ทั้งนี้ การออกกฎหมายเพื่อให้สิทธิประโยชน์เฉพาะจังหวัดภาคตะวันออกนั้น นายอนุทินไม่ได้คัดค้าน แต่ควรจะทำให้เกิดความเท่าเทียมกันในทุกภาคทุกจังหวัด ไม่ใช่เฉพาะภาคตะวันออก ว่าที่ผู้สมัครสามมิตรคงฟังไม่ได้ศัพท์จับเอากระเดียด อาจจะด้วยความไม่รอบรู้ไม่มีความเข้าใจ ซึ่งน่าเห็นใจ
อย่างไรก็ตาม หากบุคคลดังกล่าวจะลงสมัครในนามกลุ่มการเมืองนี้จริง กลุ่มก็ควรจัดการให้ยุติการออกมาทำสิ่งที่ไร้ระเบียบไร้วินัย ปล่อยให้ใครก็ไม่รู้มาแสดงความคิดเห็นในทางการเมือง แทนกลุ่ม ที่ดูยังอ่อนด้อยความรอบรู้ความเข้าใจ
ถ้าอยากทำงานการเมืองเพื่อประโยชน์ให้กับจ.สุรินทร์ ก็ลองไปปรึกษานายปกรณ์ มุ่งเจริญพร ว่าที่ผู้สมัครสส.สุรินทร์ พรรคภูมิใจไทยว่าทำอย่างไร ไม่ใช่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์หัวหน้าพรรคอื่น เป็นการกระทำอันมิใช่วิสัยชาวสุรินทร์เช่นนี้”
ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีเกิดความไม่เข้าใจ ที่ ระบุตัวเองไม่เห็นด้วยกับ โครงการ EEC ว่า ไม่เป็นความจริง และ เป็นการตีความเจตนาของตัวเองผิดอย่างชัดเจน เพราะสิ่งที่แสดงความเห็นคือ ต้องการให้พื้นที่อื่น ๆ ของประเทศ มี กฎหมายเอื้อประโยชน์ให้กับ นักลงทุนเช่นเดียวกับโครงการ EEC เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม และ เป็นธรรมต่อนักลงทุน โดยไม่มีนัยยะทางการเมืองแอบแฝง แต่อย่างใด เนื่องจากประสบการณ์ที่ผ่านมาจากการพูดคุย กับ กลุ่มนักลงทุนพบปัญหาที่ต้องรีบแก้ไขคือ กฎหมายของประเทศไทย มีความยุ่งยาก ซับซ้อน ไม่ อำนวยความสะดวกนักลงทุนเท่าที่ควร มีการตั้งหน่วยงานรัฐตรวจสอบและอนุมัติการลงทุนอย่างละเอียด โดยไม่กำหนดกรอบเวลาพิจารณาอย่างชัดเจน ส่งผล ให้หลายบริษัทต้องรอการอนุมัติอยู่เป็นเวลานาน นับเดือน นับปี เสียดายเงินที่รอเข้ามาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทย เพราะติดขั้นตอนทางราชการ

ถึงเวลาที่ต้องทบทวนกฎหมายให้เอื้อประโยชน์กับนักลงทุน ตนเสนอให้นักลงทุน กำหนดสเปคของตนเองมาเลยว่า สามารถทำ อะไรได้บ้าง จากนั้นฝ่ายรัฐจะผ่านการอนุมัติในกรอบเวลาที่กำหนด ต้องไม่นานจนเกินไป ถ้าใครผ่านการตรวจสอบ จะได้ลงทุนทันที หลังจากนั้นภาครัฐจะ ไล่ตรวจสอบทีหลัง ใครทำไม่ได้ ต้องถูกลงโทษ แนวทางของตนจะทำให้ประเทศไทย น่าลงทุนมากขึ้นเพื่อให้เกิดการหมุนเวียนเงินในประเทศไทย
“ผมเชื่อว่าการบิดเบือนข่าวสาร ไม่ช่วยอะไรทั้งสิ้นและยังเป็นการทำลายโอกาสของประเทศ และอาจทำให้คนที่หวังดีต่อประเทศหมดกำลังใจรวมทั้งยังปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ หรือคนที่ต้องการทำงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์เพื่อส่วนรวม ไม่กล้าเสียสละเข้ามาเพราะกลัวจะเปลืองตัว” นายอนุทิน กล่าว
















