“อนุทิน” ลั่นพร้อมชิงเก้าอี้นายกฯ

แชร์

ภูมิใจไทย คึกคัก นักการเมืองหน้าใหม่-เก่า แห่ร่วมพรึ่บ ยังเคาะ “อนุทิน” นั่งหน.พรรค “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” เลขาธิการพรรค “เสี่ยหนู” ประกาศพร้อมชิงเก้าอี้นายกฯ ลั่นขอทำพรรคให้เข้มแข็ง อุบตอบพร้อมจับมือพลังประชารัฐ อ้างรอดูผลเลือกตั้ง

วันที่ 2 ตุลาคม เวลา 09.00 น. ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ถ.พหลโยธิน แขวงจตุจักร ได้มีกำหนดการประชุมสมาชิกพรรคภูมิใจไทย โดยมีบรรดาแกนนำพรรค อาทิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายชัย ชิดชอบ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ นายทรงศักดิ์ ทองศรี นายศุภชัย ใจสมุทร นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ และนายชาดา ไทยเศรษฐ์ เป็นต้น โดยมีสมาชิกพรรคจากทั่วประเทศเข้าร่วมประชุม ประมาณ 500 คน โดยการพิจารณาในวันนี้ ที่ประชุมได้มีมติรับรอง แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรค คำประกาศอุดมการณ์ทางการเมืองและนโยบายพรรค จากนั้นที่ประชุมได้พิจารณาเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ซึ่งสมาชิกเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค นายทรงศักดิ์ ทองศรี นายบุญลือ ประเสริฐโสภา นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รองหัวหน้าพรรค นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรค นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ นายรังสิกร ทิมาตฤกะ รองเลขาธิการพรรค นางนาที รัชกิจประการ เหรัญญิก นายศุภชัย ใจสมุทร นายทะเบียนสมาชิกพรรค และกรรมการบริหารอื่น นายสรอรรถ กลิ่นประทุม นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล นายมานิตย์ ภาวสุทธิ์

อนุทิน ชาญวีรกูล

ภายหลังการประชุม นายอนุทิน แถลงว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศ เป็นการคัดเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ จำนวน 13 คน วันนี้เราเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น ซึ่งบรรยากาศการประชุมเป็นไปอย่างราบรื่น จากวินาทีนี้พรรคภูมิใจไทยภายใต้กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ พร้อมดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเพื่อประเทศ เพื่อประชาชน พร้อมสนับสนุนทุกกิจกรรมที่จะนำพาความสงบสู่ประเทศ นำไปสู่การเลือกตั้งที่ขาวสะอาดตามครรลองประชาธิปไตย ไม่ทำตัวเป็นภาระหรือสร้างความยุ่งยาก อย่างไรก็ตาม วันนี้ยังไม่มีการพูดถึงนโยบายหรือกลยุทธ์ต่างๆ แต่พรรคมีแนวคิดที่จะปรับสภาพเป็นนโยบายไว้แล้ว และเพื่อเป็นการทำให้แนวคิดของพรรคเป็นที่รับทราบต่อประชาชน ในวันที่ 12 ตุลาคมนี้ เวลา 10.30 น. พรรคจะเปิดรับฟังแนวคิดที่จะนำไปเสนอเป็นนโยบาย ณ ที่ทำการพรรคต่อไป
เมื่อถามว่าวันนี้ยังไม่เห็นตระกูลสะสมทรัพย์มาร่วมประชุมกับพรรค นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างยังมีเวลา 90 วันก่อนการเลือกตั้ง ทั้งนี้ พรรคพูดคุยกับบรรดานักการเมืองไม่ใช่แค่ตระกูลใดตระกูลหนึ่ง แต่ยังชักชวนผู้มีความสามารถ บางคนก็ไม่ใช่นักการเมือง แต่เป็นนักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ เพราะวันนี้พรรคทราบว่าปัญหาประเทศมีหลายด้าน อาทิ ด้านสังคม ด้านการเกษตร ด้านสาธารณสุข เป็นต้น เราพยายามหาคนที่มีความรู้จริงๆ เข้ามาทำงานร่วมกัน ซึ่งวันนี้ยังมีเท่าที่เห็น ถ้าพรรคได้ ส.ส.250 คน ก็คงเป็นพรรคหลัก ทุกอย่างอยู่ที่ประชาชน อย่างไรก็ตาม จนถึงวันนี้ตนก็พร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะถ้าไม่พร้อมจะมาเป็นหัวหน้าพรรคทำไม ทุกคนมีความหวัง มีความตั้งใจ ถ้าพรรคได้ 251 เสียง ตนก็เป็นนายกฯได้
เมื่อถามต่อว่า นายเนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่ของพรรคจะช่วยพรรคหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ถ้าสมัครสมาชิกก็คงมาช่วย แต่วันนี้ยังไม่สมัคร ซึ่งความสนิทสนมกันเป็นสิ่งที่ไม่มีอะไรมาห้ามให้เราคุยกันได้ แต่การตัดสินใจทั้งหมดเป็นเรื่องของกรรมการบริหารพรรค

ภูมิใจไทย

เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ที่พรรคภูมิใจไทยจะจับมือกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายอนุทินกล่าวว่า ต้องดูผลการเลือกตั้งเป็นหลัก คำถามแบบนี้ลำบากที่จะตอบ เพราะพวกตนไม่ใช่พรรคที่ขัดแย้ง และไม่ใช่พรรคใหม่ เราอยู่ของเราแบบนี้
อย่างไรก็ตามก่อนการประชุมพรรค นายอนุทิน ยังกล่าวถึงกรณี 4 รัฐมนตรีที่ประกาศร่วมพรรคพลังประชารัฐ ว่าไม่รู้สึกอะไร และไม่ได้เรียกร้องให้ใครลาออก ตนไม่คิดถึงคนอื่น คิดถึงแต่พรรคตัวเอง และไม่ได้มองเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบ คนในพรรคภูมิใจไทยไม่มีใครถอดใจ มีแต่สั่นสู้ทุกคน และคนที่เห็นมาวันนี้ ตั้งใจตกลงใจมาร่วมงานกับพรรค ใครที่ไม่มาวันนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มา จนกว่าจะถึงกำหนด พรรคภูมิใจไทยเปิดตลอด 24 ชม. และขณะนี้ยังมีคนติดต่อเข้าร่วมงานพรรคอีกหลายคน ซึ่งตนก็ยินดีต้อนรับ
ทั้งนี้ ส่วนตัวพร้อมร่วมเวทีดีเบตกับทุกพรรค รวมถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถ้าสนใจลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องลาออกเพื่อความสง่างามหรือไม่นั้น ไม่ขอให้ความเห็น เพราะทุกคนคิดไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นเรา เราออก เขาอาจไม่ออก จะไปบังคับให้คนอื่นทำตามได้อย่างไร อยู่ที่ความคิดของแต่ละคน ส่วนแนวคิดรัฐบาลแห่งชาติของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี นั้น เห็นว่าก่อนเลือกตั้งไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะตามรัฐธรรมนูญไม่น่าจะทำได้ และหลังเลือกตั้งก็ไม่เหมาะสม เพราะทุกอย่างต้องดำเนินตามกระบวนการประชาธิปไตย


แชร์