วัดมิ่งเมือง และศาลหลักเมืองจังหวัดน่าน
“วัดมิ่งเมือง” เดิมชื่อ”วัดห้วยใคร้” เป็นวัดร้าง มีมาก่อนหรือพร้อมตั้ง “เมืองภูเพียงแช่แห้ง”ต่อมามีการย้ายเมืองข้ามมาตั้งบนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำ ในพงศาวดารเมืองน่านได้บันทึกไว้ ตั้งเมืองน่านใหม่ ณ บ้านห้วยใคร้ เป็นธรรมเนียมและความศัทธาของชาวพุทธ เมื่อรวมตัวกันตั้งเป็นหมู่บ้านหรือตำบล ก็จะสร้างวัดประจำหมู่บ้านหรือของตำบลของตนขึ้น
วัดห้วยใคร้ คงถูกสร้างพร้อมขึ้น ซึ่งไม่อาจหาหลักฐานมายืนยันว่า วัดห้วยใคร้ อาจร้างลงก่อนที่จะมีการย้ายเมืองน่านมาตั้งใหม่ หรือร้างลงหลังจากนั้นไม่มีการบันทึก
“เมืองน่าน” ในสมัยของ”พระเจ้าอนันตวรฤทธิเดช” กษัตริย์องค์ที่ 62 ในปี พ.ศ.2400 พระองค์เสด็จถวายสักการะบวงสรวง”เสาหลักเมือง” หรือ”เสามิ่งเมือง” พระองค์เกิดความศรัทธาโปรดให้สร้างวัดใหม่ขึ้น ณ บนที่วัดร้างและทรงโปรดให้ตั้งชื่อใหม่ว่า”วัดมิ่งเมือง”

ศาลหลักเมืองน่าน
ด้วยเหตุที่มี”เสามิ่งเมือง” มีข้อมูลกล่าว “วัดมิ่งเมือง” แต่เดิมมีชื่อตามปรากฏบนแผ่นทองคําจารึกอักษรพม่าว่า” วัดตะละแม่ศรี” เป็นชื่อของผู้สร้างวัด เป็นพระมเหสีของพ่อขุนเม็งรายมหาราช กษัตริย์แห่งแคว้นล้านนาผู้สร้างเมืองเชียงราย เจ้านางตะละแม่ศรีมีอีกพระนามหนึ่งปรากฏในจารึก”มหาเทวีอุษาปายะโค”เป็นพระธิดา พระเจ้าพายุเจ็ง กษัตริย์พม่า เจ้าเมืองพะโค(หงษาวดี)ได้มอบถวายเป็นข้าบาทจาริกาแด่พ่อขุนเม็งรายมหาราช เมื่อทรงชนะสงครามจากพม่า และวัดแห่งนี้เป็นวัดประจำพระองค์ของพระนางฮั๊วมิ่งจอมเมือง (พระเทพคำกล่าย-พระนางฮั๊วมิ่งเมืองไข่ฟ้าหรือพระนางนกนางแอ่น ซึ่งเป็นวีรสตรีของชาวไทยลื้อที่ได้ปลอมตัวเป็นชายออกรบจนได้ชัยชนะ) พระนางฮั๊วมิ่งจอมเมือง ทรงเป็นพระราชชนนีของพ่อขุนเม็งราย พระนางเสด็จมาทรงปฏิบัติธรรมเป็นประจำ
ถึงสมัย”เจ้ามหาพรหมสุรธาดา” เจ้าผู้ปกครองน่านองค์สุดท้าย โปรดสร้าง”พระเจดีย์มิ่งขวัญเมือง” ขึ้นโปรดให้มีการบูรณะครั้งใหญ่ มีการจารึกไว้บนแผ่นศิลาและประดิษฐ์ฐานอยู่หน้าเจดีย์”เสามิ่งเมือง” (เสาหลักเมือง)มีลักษณะเป็น ไม้สักทอง มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 60 เซนติเมตร สูง 3 เมตร ทรงกลม หัวเสากลึงเป็นรูปดอกบัวตูม ตัวเสาฝังลงกับพื้นดินโดยไม่มีศาลครอบ ในปี พ.ศ.2506 เกิดน้ำท่วมใหญ่กระแสน้ำน่านไหลบ่าทะลักท่วมถึงตัวเสาหลักเมือง ทำให้โค่นล้มลงเนื่องจากเสาผุกร่อนจากถูกฝังมานานเป็นร้อยปี ได้บูรณะก่อเสาหลักเมืองน่านจำลองด้วยอิฐถือปูนขึ้น ถึงปี พ.ศ. 2514 ได้สร้างศาลหลักเมืองทรงไทยจตุรมุขครอบเสาหลักเมืองโดยเอาเสาหลักเมืองที่โค่นเกิดจากน้ำท่วมมาแกะสลักหัวเสาเป็น”พรหมสี่หน้า”

เสามิ่งเมืองไม้สักทองยอดพรหมสี่หน้า
ต่อมาภายหลังได้รื้ออุโบสถหลังเก่าและสร้างอุโบสถหลังใหม่ ตามดำริ พระครูสิริธรรมภาณี เจ้าอาวาสวัดมิ่งเมือง ในปี พ.ศ.2529 ได้ทำพิธีวางศิลาฤกษ์โดย พีรพล จันทร์สว่าง ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดน่านเป็นประธาน อุโบสถนี้ออกแแบบสร้างตามจินตนาการของ พระครูสิริธรรมภาณี โดยช่างฝีมือ”สล่า” พื้นบ้านเมืองน่าน ลวดลายปฏิมากรรม ปูนปั้น ชื่อ เสาร์แก้ว เลาดี (ช่างเขียนสกุลเชียงแสนโบราณ) สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2550

หลวงพ่อพระศรีมิ่งเมือง พุทธศิลป์เชียงแสนสิงห์1ยุคต้น พระประธานคู่บ้านคู่เมืองวัดมิ่งเมือง
ต่อมา ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน สมพงษ์ อนุยุทธพงษ์ ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน ได้กราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เพื่ออัญเชิญเสด็จพระราชดำเนินทรงยกยอดศาลหลักเมืองน่าน ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี (ดำรงค์ตำแหน่งในขณะนั้น)เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ เป็นองค์ประธานยกยอดศาลหลักเมืองน่าน

พระอุโบสถแบบล้านนาเป็นที่ประดิษฐาน”หลวงพ่อพระศรีมิ่งเมือง”
“ศาลมิ่งเมือง” เป็นวัดที่พุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวแวะเวียนเข้าชมและมากราบไหว้เสริมดวงชะตาให้แก่ตนและครอบครัว ประกอบธุรกิจสำเร็จ เจริญในมงคลแห่งชีวิต และต้องตั้งมั่นในศีลธรรมด้วยจะนำพาให้เจริญรุ่งเรือง
เรื่อง/ภาพ โดย พรหมพิริยะ จันทร์เพ็ญ

















