กมธ. คมนาคม จัดสัมมนา หัวข้อ “แนวทางการพัฒนาศักยภาพกองเรือและท่าเรือหลักของไทย” พร้อมยกระดับศักยภาพสู่การบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ
9 ธ.ค.64 / ณ ห้องแกรนด์ บอลรูม ชั้น 1 โรงแรมรามา การ์เด้นส์ กรุงเทพฯ คณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา จัดสัมมนาเรื่อง “แนวทางการพัฒนาศักยภาพกองเรือและท่าเรือหลักของไทย” โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา เป็นประธานเปิดการสัมมนา พลเอก ยอดยุทธ บุญญาธิการ ประธานคณะกรรมาธิการ กล่าวรายงาน พร้อมด้วยสมาชิกวุฒิสภา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา กล่าวว่า แผนยุทธศาสตร์ชาติมุ่งพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวเข้าสู่ประเทศที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาเพื่อยกระดับศักยภาพของประเทศในหลากหลายมิติ การคมนาคมขนส่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพที่มีความสำคัญต่อการสร้างความสามารถในการแข่งขันในการเพิ่มศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการเตรียมความพร้อมทางด้านเศรษฐกิจและสังคมให้มีความเข้มแข็ง เอื้ออำนวยต่อการบรรลุวัตถุประสงค์การพัฒนาในทุกๆ ด้านของประเทศ

รัฐบาลจึงมีนโยบายพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งไปสู่ภูมิภาคอย่างทั่วถึงเพียงพอ ซึ่งรวมถึงการพัฒนาการขนส่งทางน้ำและกิจการพาณิชยนาวี ทั้งภายในและระหว่างประเทศ ตลอดจนการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ระบาดไปทั่วโลก สร้างความเสียหายในทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจการพาณิชยนาวีด้านการขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างประเทศ อันเนื่องมาจากการปิดประเทศเพื่อป้องกันการรับเชื้อไวรัสเพิ่มเติม ซึ่งรวมถึงการปิดท่าเรือสำคัญต่างๆ ของโลก ทำให้การนำเข้าสินค้าและการส่งออกสินค้าของประเทศไทยเกิดการชะลอตัว ส่งผลกระทบต่อรายได้และระบบเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก

อีกทั้งยังกระทบต่อการบรรลุเป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์ชาติที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้คลี่คลายลง ประเทศไทยจะต้องเตรียมความพร้อมในการจัดการขนส่งทางทะเลให้ตอบรับกับความต้องการของตลาด โดยในส่วนของภาครัฐควรมีนโยบายในการให้ความช่วยเหลือและส่งเสริมการส่งออก เช่น การจัดตั้งกองทุนพาณิชยนาวี การจัดหาแหล่งเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ รวมทั้งนโยบายด้านภาษีต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเรือพาณิชย์ของไทยหันกลับมาชักธงไทย และเพื่อเป็นการพัฒนาศักยภาพกองเรือพาณิชย์และท่าเรือหลักของไทยให้สามารถแข่งขันในระดับสากลได้

ด้านพลเอก ยอดยุทธ บุญญาธิการ ประธานคณะกรรมาธิการ กล่าวว่า การพัฒนากองเรือและท่าเรือของไทยให้มีศักยภาพ มีจำนวนเรือไทยที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการขนส่ง ถือเป็นความจำเป็นและมีความสำคัญที่ช่วยส่งเสริม สนับสนุนการค้าระหว่างประเทศของประเทศไทย ซึ่งการพัฒนาศักยภาพให้กับกองเรือพาณิชย์และท่าเรือหลักของไทยนั้นจะเป็นการลดการพึ่งพาเรือต่างชาติ ลดวิกฤตการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และมีราคาค่าระวางขนส่งสินค้าที่แข่งขันได้ เพื่อลดต้นทุนการขนส่ง ลดการขาดดุลค่าระวาง ตลอดจนยังมีส่วนสนับสนุนเสริมสร้างสมุททานุภาพทางทะเล และการบรรลุเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน และการเป็นศูนย์การด้านโลจิสติกส์ของประเทศไทยในอนาคตตามแผนปฏิรูปประเทศ และยุทธศาสตร์ชาติ โดยคณะกรรมาธิการได้เชิญผู้เกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วนเข้าร่วมสัมมนา เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ

รวมทั้งกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมภายหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลายลง นั่นคือปริมาณการนำเข้า – ส่งออก จะต้องขยายตัวยิ่งกว่าเดิม ทุกประเทศต่างต้องการทรัพยากรและความต้องการอุปโภค บริโภคมากขึ้น เพื่อฟื้นฟูประเทศและชดเชยกำลังการผลิตที่หายไปในช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งการจัดสัมมนาในวันนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา รวมทั้งเพื่อประกอบการจัดทำรายงานของคณะกรรมาธิการ เพื่อนำเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรัฐบาลในการพัฒนาประเทศต่อไป

การสัมมนาในวันนี้ ได้รับเกียรติจาก ดร. จุฬา สุขมานพ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม อดีตผู้บริหารบริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด และอธิบดีกรมเจ้าท่า และนายภูมินทร์ หะรินสุต รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานกิตติมศักดิ์สมาคมเจ้าของเรือไทย บรรยายในหัวข้อ “แนวทางการพัฒนาศักยภาพกองเรือพาณิชย์และท่าเรือหลักของไทย” พร้อมด้วย พลเรือเอก ชุมนุม อาจวงษ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านโลจิสติกส์ ในคณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา กล่าวความเป็นมาของการจัดสัมมนา
จรัญ ชุ่มเงิน รายงาน

















