กรุงเทพฯ – 28 ตุลาคม 2569 – บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2569 บริษัทมียอดขายรวม 313,000 ตัน และมีกำไรก่อนภาษี 255 ล้านบาท ท่ามกลางภาวะตลาดที่ยังคงซบเซาและแรงกดดันด้านราคาขาย
นายอนุรัก ปานเดย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ในไตรมาสนี้ บริษัทมียอดส่งมอบผลิตภัณฑ์รวม 313,000 ตัน ลดลง 6% จากไตรมาสก่อน และลดลง 12% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยการลดลงดังกล่าวมีสาเหตุหลักจากอุปสงค์ในประเทศที่ยังคงซบเซา กิจกรรมภาคการก่อสร้างที่ชะลอตัว และการบริหารระดับสินค้าคงคลังอย่างระมัดระวังตลอดห่วงโซ่อุปทาน สำหรับงวดหกเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2569 บริษัทมียอดขายรวม 647,000 ตัน เทียบกับ 694,000 ตัน ในช่วงเดียวกันของปีก่อน”
“จากยอดขายและราคาขายที่ลดลง บริษัทมีรายได้จากการขายและบริการที่เกี่ยวข้องในไตรมาสนี้อยู่ที่ 6,094 ล้านบาท ลดลง 10% จากไตรมาสก่อน และลดลง 17% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน สำหรับงวดหกเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2569 บริษัทมีรายได้จากการขายและบริการที่เกี่ยวข้องอยู่ที่ 12,875 ล้านบาท ลดลง 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน”
“บริษัทมีกำไรก่อนภาษีในไตรมาสนี้จำนวน 255 ล้านบาท เทียบกับ 524 ล้านบาทในไตรมาสก่อน และ 1,067 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน สำหรับงวดหกเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2569 บริษัทมีกำไรก่อนภาษี 779 ล้านบาท เทียบกับ 1,540 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยความสามารถในการทำกำไรที่ลดลงในทั้งสองช่วงเวลา มีสาเหตุหลักจากยอดขายที่ลดลง ประกอบกับแรงกดดันด้านอัตรากำไรจากราคาขายที่อ่อนตัวลงและภาวะตลาดที่ยังคงซบเซา”
“บริษัทยังคงมุ่งเน้นการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ การปรับปรุงสัดส่วนผลิตภัณฑ์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และการแสวงหาโอกาสในการส่งออก ควบคู่กับการสร้างความสัมพันธ์และทำงานอย่างใกล้ชิดกับลูกค้า เพื่อรับมือกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง”

ผลการดำเนินงานที่สำคัญ
| ไตรมาส 2
ปีการเงิน 2569 |
ไตรมาส 1
ปีการเงิน 2570 |
ไตรมาส 2
ปีการเงิน 2570 |
||
| 356,000 | ปริมาณการขาย | ตัน | 334,000 | 313,000 |
| 7,385 | รายได้จากการขาย | ล้านบาท | 6,781 | 6,094 |
| 1,067 | กำไรก่อนภาษี | ล้านบาท | 524 | 255 |
| 858 | กำไรสุทธิ | ล้านบาท | 410 | 210 |
ทาทา สตีล (ประเทศไทย) ชูแนวทางยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมเหล็กและส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหล็กไทย
ต่อยอดศักยภาพการผลิตเหล็กคุณภาพสูงด้วยเทคโนโลยีเตาอาร์คไฟฟ้า (EAF) ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของอุตสาหกรรมเหล็กไทย
ทาทา สตีล (ประเทศไทย) มองว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กไทยในระยะต่อไปควรมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต คุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการสร้างสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เป็นธรรม ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการต่อยอดจุดแข็งของอุตสาหกรรม และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนในระยะยาว
เทคโนโลยีเตาอาร์คไฟฟ้า (Electric Arc Furnace: EAF) ถือเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญของอุตสาหกรรมเหล็กสมัยใหม่ นอกเหนือจากการนำเศษเหล็กกลับมารีไซเคิลแล้ว เทคโนโลยี EAF ยังสามารถผลิตเหล็กคุณภาพสูงได้ เมื่อใช้ร่วมกับกระบวนการปรุงคุณภาพน้ำเหล็กที่เหมาะสม (Ladle refining furnace) และการควบคุมองค์ประกอบทางเคมีและกระบวนการผลิตอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ EAF ยังมีศักยภาพในการลดการปล่อยคาร์บอนเมื่อเทียบกับกระบวนการผลิตเหล็ก บางประเภท อย่างไรก็ตาม ปริมาณการปล่อยคาร์บอนที่เกิดขึ้นจริงยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งวัตถุดิบ แหล่งพลังงาน และขอบเขตที่ใช้ในการประเมิน

บริษัทเห็นว่า การยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์เหล็กควรพิจารณาจากหลักฐานทางวิศวกรรม สมรรถนะที่พิสูจน์ได้ และความสม่ำเสมอของคุณภาพ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีความสำคัญต่อความปลอดภัยของอาคารและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจำเป็นต้องคำนึงถึงความปลอดภัยตลอดอายุการใช้งานของโครงสร้าง ไม่ใช่พิจารณาเพียงผลการทดสอบ ณ ช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง ดังนั้น การพัฒนามาตรฐานจึงควรดำเนินควบคู่ไปกับนวัตกรรม โดยยึดหลักฐานที่น่าเชื่อถือและความเหมาะสมต่อการใช้งานจริงเป็นสำคัญ
ในระดับอุตสาหกรรม ทาทา สตีล (ประเทศไทย) เห็นว่า ประเทศไทยควรพิจารณาพัฒนาหรือขยายขอบเขตมาตรฐานบังคับ ที่เหมาะสมให้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์เหล็กที่มีความสำคัญต่อความปลอดภัย รวมถึงเหล็กลวดสำหรับการใช้งานเฉพาะทาง ได้แก่ เหล็กลวดสำหรับการขึ้นรูปเย็น (CHQ: Cold Heading Quality) เหล็กลวดคาร์บอนสูง (High Carbon Wire Rod) และลวดเหล็กอัดแรงชนิดคลายแรงต่ำ (LRPC: Low Relaxation Prestressing Steel) โดยกำหนดข้อกำหนดให้สอดคล้องกับลักษณะการใช้งาน ความเสี่ยง และหลักฐานทางเทคนิค พร้อมทั้งพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับและการบังคับใช้มาตรฐานให้มีประสิทธิภาพ
การสร้างสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เป็นธรรม จำเป็นต้องอาศัยทั้งมาตรฐานที่เหมาะสมและการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับการตรวจสอบสินค้านำเข้า รวมถึงการกำกับดูแลการใช้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนและสิทธิประโยชน์อื่น ๆ เพื่อลดช่องว่างที่อาจทำให้มาตรการไม่บรรลุวัตถุประสงค์ ควบคู่กับการใช้มาตรการทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้หลักเกณฑ์และข้อกำหนดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ทาทา สตีล (ประเทศไทย) เชื่อว่า การยกระดับมาตรฐาน การบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนการรักษาศักยภาพการผลิตภายในประเทศ เทคโนโลยี และบุคลากรที่มีทักษะ ควรได้รับการขับเคลื่อนไปพร้อมกัน แนวทางที่บูรณาการเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเหล็กไทย ผ่านคุณภาพ นวัตกรรม และการผลิตอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างประโยชน์ในระยะยาวให้แก่ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์เหล็กและเศรษฐกิจไทย
















