วันพฤหัสบดี 22 ตุลาคม 2026
หน้าแรก Headline ‘เอกนิติ’ กางยุทธศาสตร์ Thailand Next Economy 2027 ปลุกเศรษฐกิจไทยสู่ Second Take-off ฝ่า 5 มรสุมโลก

‘เอกนิติ’ กางยุทธศาสตร์ Thailand Next Economy 2027 ปลุกเศรษฐกิจไทยสู่ Second Take-off ฝ่า 5 มรสุมโลก

“เอกนิติ” ชี้ไทยต้องใช้โอกาสจากเวที IMF-World Bank สร้างความเชื่อมั่นต่อยอดลงทุน ย้ำโลกผันผวนต้องอุดรอยรั่วเศรษฐกิจ ช่วยเหลือประชาชนตรงกลุ่ม เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน พร้อมยกระดับทักษะแรงงาน หวังสร้าง Second Take-off ให้เศรษฐกิจไทย

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Thailand Next Economy 2027 : อนาคตเศรษฐกิจไทย” ในงาน CEO Econmass Awards 2026 จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจว่า การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทและศักยภาพของไทยบนเวทีโลก โดยได้รับความสนใจจากนานาประเทศ ทั้งในด้านการจัดงาน วัฒนธรรม และโอกาสการลงทุน

“การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมใหญ่ประจำปี IMF และธนาคารโลก ครั้งนี้ สิ่งหนึ่งที่เห็นชัด คือ บทบาทเด่นของประเทศไทยในเวทีโลก วันนี้เดินไปที่ไหน เหมือนเป็นสปอร์ตไลท์ส่องว่าเมืองไทยจัดดีมาก ทุกคนพูดถึงการจัดงาน และทุกคนพูดถึงประเทศไทย และเชื่อว่าทุกคนสัมผัสสิ่งเดียวกัน”นายเอกนิติ กล่าว

สิ่งสำคัญหลังจากนี้ คือ การเปลี่ยนความเชื่อมั่นที่ประเทศไทยได้รับให้เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว หรือ Thailand Next Economy ได้อย่างไร โดยใช้โอกาสจากการเป็นเจ้าภาพซึ่งเปรียบเสมือน โอลิมปิกทางการเงินของโลก แสดงศักยภาพของประเทศ และนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่ไทยดำเนินการได้จริง

และสิ่งสำคัญ คุณคริสตาลินา จอร์เจียวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการใหญ่ IMF ได้เปรียบการจัดงานครั้งนี้ว่าเป็นการจัดโอลิมปิกทางการเงิน และยกให้ประเทศไทยเป็นผู้ได้รับเหรียญทอง พร้อมทั้งชื่นชมโมเดลการพัฒนาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่นำไปจัดแสดงใน Royal Pavilion ขณะที่ประธาน IMFC ระบุว่าประเทศไทยได้สร้างมาตรฐานใหม่ระดับโลกที่ยากจะหาใครทำตามได้

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้นำเสนอแนวคิด Building Resilience in a Fragmented World และโครงการ Low Carbon City ร่วมกับสมาคมเอกชน (กกร.) จนธนาคารโลกพร้อมสนับสนุนเงินทุนการศึกษาปัญหาน้ำท่วมและพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ รวมถึงการเผยแพร่ Soft Power วัฒนธรรมไทย ทั้งมวยไทย ผ้าไทย และสินค้าชุมชนจาก 37 จังหวัดสู่สายตาผู้นำเศรษฐกิจทั่วโลก

ชี้เศรษฐกิจโลกผันผวน ไทยต้องอุดรอยรั่ว-รักษาวินัยการคลัง

นายเอกนิติ กล่าวว่า โลกวันนี้มีความผันผวนมาก และการประชุม IMF-World Bank รวมถึงการประชุม คลัง APEC ยืนยันว่า นโยบายเศรษฐกิจไทย คิดล่วงหน้าว่า โลกมีความผันผวน สะท้อนให้เห็นความท้าทายสำคัญที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญ ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี AI และความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนทั่วโลก

สำหรับประเทศไทย เปรียบเสมือนเรือที่ล่องอยู่ในทะเลท่ามกลางคลื่นลมแรง โดยมี 5 อย่าง จึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน โดยเฉพาะการอุดรอยรั่วทางเศรษฐกิจ การบริหารหนี้สาธารณะ และการใช้ทรัพยากรภาครัฐที่มีจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด

โลกแตกขั้ว-สงครามการค้ายังเป็นความเสี่ยง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง และสงครามยูเครน ทำให้เศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอน ขณะที่สงครามการค้ายังมีอยู่ โดยเฉพาะมาตรการขึ้นภาษีที่อาจกลับมากระทบการค้าและการลงทุนได้ทุกเมื่อ
อัตราดอกเบี้ยสูงกดดันต้นทุนทางการเงิน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี อยู่ที่ระดับมากกว่า 5% ขณะที่ของไทยอยู่ที่ประมาณ 2.4% หรือต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง สะท้อนความแตกต่างด้านต้นทุนการกู้ยืมและความเชื่อมั่นของตลาด โดยวินัยการคลังของไทยยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่น และส่งผลต่อมุมมองของบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ปรับจากเชิงลบเป็นมีเสถียรภาพ

วินัยการคลังเป็นปัจจัยชี้ต้นทุนการกู้ยืม ในภาวะที่ต้นทุนทางการเงินทั่วโลกอยู่ในระดับสูง ประเทศที่ขาดวินัยการคลังและมีการขาดดุลในระดับสูงอาจเผชิญแรงกดดันจากตลาดผ่านต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ไทยพยายามควบคุมการขาดดุลให้อยู่ในระดับต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ในปีที่ผ่านมา ช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อสถานะการคลังของประเทศ
AI เปลี่ยนโลก ไทยต้องใช้เทคโนโลยียกระดับคนตัวเล็ก แม้ AI จะกลายเป็นเทคโนโลยีที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ แต่ไทยเริ่มนำ AI มาใช้เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อยผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส โดยเฉพาะนกกระซิบ ที่ช่วยพ่อค้าแม่ค้าวิเคราะห์ยอดขาย วางแผนการขาย และประเมินรายได้ย้อนหลัง 4-5 เดือน เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการขอสินเชื่อ สอดคล้องกับแนวคิด Small AI ที่มุ่งใช้เทคโนโลยีขนาดเล็กและเข้าถึงง่าย ช่วยให้คนตัวเล็กทำงานได้ดีขึ้นและมีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งไทยได้นำแนวทางดังกล่าวไปนำเสนอบนเวทีระหว่างประเทศแล้ว

ความเสี่ยงภูมิอากาศ เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ปัญหาสภาพภูมิอากาศมีความรุนแรงและคาดการณ์ได้ยาก โดยไทยเผชิญสถานการณ์น้ำท่วมหนักก่อนการประชุม IMF-World Bank ประมาณ 1 สัปดาห์ สะท้อนความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ แม้ภาครัฐจะสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้ แต่ยังต้องเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือความเสี่ยง โดยมีธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เข้ามาสนับสนุน ขณะเดียวกัน ต้องเตรียมรับมือความผันผวนด้านสภาพภูมิอากาศในระยะต่อไป รวมถึงความเสี่ยงจากปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญที่มีการกล่าวถึงในปีหน้า เพื่อป้องกันผลกระทบต่อเศรษฐกิจและประชาชนในระยะยาว
“ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกผันผวน ประเทศไทยเปรียบเสมือนเรือลำเล็กที่ต้องเผชิญคลื่นลมแรง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือพยากรณ์และประเมินความเสี่ยงล่วงหน้าว่ามีคลื่นลมตรงไหนบ้าง และเรือลำเล็กของเรา ต้องอุดรอยรั่วของเราด้วย เพราะเรามีรอยรั่วอยู่เยอะ จากปัญหาที่สะสมมาในอดีต ปัญหาหนี้ครัวเรือน ปัญหาหนี้สาธารณะ ต้องอุดรอยรั่วนั้น”นายเอกนิติ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ไทยจะต้องเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมา โดยเฉพาะการอุดรอยรั่วทางเศรษฐกิจและบริหารจัดการหนี้สาธารณะ ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรภาครัฐที่มีจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านนโยบายช่วยเหลือประชาชนที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย (Targeted Policy) พร้อมรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด เพราะหากใช้จ่ายจนทรัพยากรหมดโดยขาดวินัย ในที่สุดตลาดเงินและตลาดทุนจะเป็นผู้ลงโทษผ่านต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น โดยไทยยังมีข้อได้เปรียบจากการรักษาวินัยการคลังอย่างต่อเนื่อง

มุ่งช่วยคนตัวเล็กตรงกลุ่ม ใช้ AI เพิ่มรายได้ระยะยาว

นายเอกนิติกล่าวว่า การช่วยเหลือประชาชนในภาวะเศรษฐกิจผันผวนต้องให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อย เนื่องจากได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่น ขณะที่งบประมาณภาครัฐมีจำกัด จึงไม่สามารถช่วยเหลือทุกคนด้วยมาตรการแบบเดียวกันได้ แต่ต้องใช้นโยบายที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย (Targeted Policy)

นอกจากนี้ การช่วยเหลือต้องไม่จำกัดอยู่เพียงการบรรเทาความเดือดร้อนระยะสั้น แต่ต้องสร้างโอกาสให้ประชาชนมีรายได้และความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นในระยะยาว ตัวอย่างสำคัญคือการนำ AI มาใช้ช่วยผู้ประกอบการรายย่อยผ่านนกกระซิบ ซึ่งช่วยวิเคราะห์ยอดขายและรายได้ของร้านค้า ทำให้พ่อค้าแม่ค้าสามารถวางแผนการขายได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงจากการขาดทุน และมีข้อมูลประกอบการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน

“คนตัวเล็กตัวน้อยถูกกระทบมากกว่า หลายคนจึงเข้าใจว่าทำไมโครงการไทยช่วยไทยพลัส ถึงไม่ได้ให้ โมเดิร์นเทรดแต่ให้กลุ่มคนตัวเล็กตัวน้อย แต่เพราะเรามีทรัพยากรจำกัด เราไม่มีเงินมากพอที่จะช่วยทุกคน และสำคัญคือ ช่วยคนบนทรัพยากรที่มีอยู่ และสร้างวินัยเพื่อให้เราสามารถดูแลภาพรวมเศรษฐกิจได้”นายเอกนิติ กล่าว

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิด Small AI ที่เน้นการนำเทคโนโลยีขนาดเล็กมาเพิ่มประสิทธิภาพให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงได้จริง ไม่จำเป็นต้องลงทุนสูงหรือใช้ระบบที่ซับซ้อน พร้อมต่อยอดให้ประชาชนมีทักษะและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน ดันโซลาร์รูฟท็อปช่วยลดค่าไฟ

นายเอกนิติกล่าวว่า วิกฤตพลังงานโลกยังเป็นความเสี่ยงสำคัญ โดยไทยมีการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง ทำให้ได้รับผลกระทบโดยตรงเมื่อราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวขึ้น รัฐบาลจึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาด โดยไม่สามารถพึ่งพาการอุดหนุนราคาพลังงานเพียงอย่างเดียว

รัฐบาลเตรียมนำมาตรการส่งเสริมให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 26 ตุลาคมนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ครัวเรือนผลิตไฟฟ้าใช้เอง ลดภาระค่าไฟฟ้า และต่อยอดสู่การขายไฟฟ้าส่วนเกินให้การไฟฟ้า สร้างรายได้ในระยะยาว โดยเบื้องต้นกำหนดกรอบระยะเวลาไว้ 20 ปี

สำหรับประชาชนที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน จะให้สถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารออมสินและธนาคารอาคารสงเคราะห์ เข้ามาสนับสนุนแหล่งเงินทุน พร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทั้งระบบสายส่งและสมาร์ทมิเตอร์ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานสะอาดในวงกว้าง

นายเอกนิติย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวไม่ใช่เพียงการลดต้นทุนพลังงาน แต่เป็นการเปลี่ยนบทบาทประชาชนจากผู้บริโภคไฟฟ้าให้สามารถเป็นผู้ผลิตและสร้างรายได้ได้ด้วย

ลงทุนการศึกษา-ยกระดับทักษะแรงงาน สร้างเศรษฐกิจรอบใหม่

นายเอกนิติกล่าวว่า อีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือการลงทุนเพื่ออนาคต โดยเฉพาะการศึกษาและการพัฒนาทักษะแรงงาน เพราะการลงทุนในคนจะช่วยเพิ่มผลิตภาพและสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจในระยะยาว

แม้ไทยจะเผชิญความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้า แต่ยังมีโอกาสดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ด้วยจุดแข็งด้านความเป็นกลางและโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ รัฐบาลจึงต้องใช้โอกาสนี้ยกระดับอุตสาหกรรมและพัฒนาบุคลากรไทยให้ตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุน

นายเอกนิติ ยกตัวอย่างการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารมูลค่า 23,000 ล้านบาท ซึ่งนักลงทุนเห็นศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหาร โดยรัฐบาลได้ประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเพื่อฝึกอบรมแรงงานให้มีทักษะตรงกับความต้องการของภาคธุรกิจ ผ่านแนวทางการพัฒนาทักษะที่เชื่อมโยงภาคการศึกษาและตลาดแรงงาน หรือ Skill Bridge

แม้แรงงานบางส่วนอาจย้ายไปทำงานกับบริษัทอื่นหลังผ่านการฝึกอบรม แต่ถือเป็นการยกระดับทักษะของแรงงานไทยโดยรวม ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

นายเอกนิติกล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF-World Bank ในปี 2534 ซึ่งวันนั้น ประเทศไทย คือ หรือ First Take-off ที่เศรษฐกิจไทยเริ่มทะยานขึ้นและก้าวสู่เวทีโลก ก่อนที่เศรษฐกิจจะเติบโตอย่างรวดเร็วและเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 วันนี้การกลับมาเป็นเจ้าภาพ โอลิมปิกทางการเงินโลก อีกครั้งในปี 2569 ไทยจะต้องใช้โอกาสนี้สร้างประเทศไทยให้กลับขึ้นบินอีกครั้ง หรือ Second Take-off โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งการรักษาวินัยการคลัง การลงทุนในคน การเปลี่ยนผ่านพลังงาน และการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน