เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่ งเสริมการประกอบ ธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) บรรยายพิเศษในหัวข้อ “อนาคตประกันภัยไทย: เมื่อความเสี่ยงใหม่กำลังเปลี่ ยนวิธีคิดของผู้บริโภค” ภายในงาน Insurance Communication Forum 2026 ภายใต้แนวคิด “Insurance for All: Building Trust through Communication in a Changing World” จัดโดยสมาคมประกันวินาศภัยไทย ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร กรุงเทพมหานคร โดยกล่าวถึงทิศทางการพั ฒนาระบบประกันภัยไทยท่ ามกลางความเสี่ยงที่เปลี่ ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมเน้นย้ำความสำคั ญของการเสริมสร้างเสถี ยรภาพและความมั่นคงของบริษั ทประกันภัย ผ่านการปรับปรุงกฎหมาย การยกระดับการบริหารความเสี่ยง และการพัฒนาเครื่องมือกำกับดู แลเชิงป้องกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและรั กษาความสามารถของภาคธุรกิจประกั นภัยในการให้ความคุ้ มครองประชาชนอย่างต่อเนื่อง

เลขาธิการ คปภ. กล่าวต่อว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญความเสี่ ยงสำคัญ 6 ด้าน หรือ 6 Mega-Risks ซึ่งมีความซับซ้อนและเชื่ อมโยงกัน ส่งผลต่อความต้องการของผู้ เอาประกันภัยและการดำเนินธุรกิ จประกันภัย ได้แก่ 1. ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิ จและการเงิน จากภาวะเศรษฐกิจเติบโตช้าควบคู่ กับเงินเฟ้อ (Stagflation) หนี้ครัวเรือน และความผันผวนของตลาดการเงิ นและอัตราดอกเบี้ย ทำให้ประชาชนอาจต้องเลือกระหว่ างการชำระหนี้กับการรักษาความคุ้ มครองประกันภัย ขณะที่บริษัทประกันภัยเผชิ ญความผันผวนของผลตอบแทนการลงทุ นและต้นทุนสินไหมทดแทน 2. ความเสี่ยงด้านสังคมและประชากร จากการเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยคาดว่าภายในปี 2583 ผู้สูงอายุจะมีสัดส่วนเกือบร้ อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด ส่งผลให้ค่ารั กษาพยาบาลและความต้องการประกั นบำนาญเพิ่มขึ้น ขณะที่ฐานลูกค้าวัยทำงานลดลง 3. ความเสี่ยงด้านภูมิอากาศและภั ยพิบัติ จากน้ำท่วม พายุ ไฟป่า และแผ่นดินไหวที่มีแนวโน้มรุ นแรงขึ้น เช่น น้ำท่วมหาดใหญ่ปี 2568 และแผ่นดินไหวในเมียนมา ส่งผลให้ภาระค่าสิ นไหมทดแทนและต้นทุนประกันภัยต่อ (Reinsurance) เพิ่มขึ้น ขณะที่ประชาชนต้องการความคุ้ มครองที่ช่วยให้ฟื้นตัวจากภัยพิ บัติได้รวดเร็ว
4. ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี และไซเบอร์ จากการรั่วไหลของข้อมูล (Data Breach) การโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) การปลอมแปลงภาพและเสียง (Deepfake) และการฉ้อโกงโดยใช้ AI ซึ่งเป็น ความท้าทายสำคัญต่อบริษัทประกั นภัยที่จัดเก็บข้อมูลส่วนบุ คคลและข้อมูลสุขภาพจำนวนมาก 5. ความเสี่ยงด้านการฉ้อฉล จากการใช้ AI สร้างภาพ เสียง และวิดีโอปลอมที่ตรวจสอบได้ ยากขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจต้องพั ฒนาระบบตรวจจับและคาดการณ์การฉ้ อฉล (Predictive Fraud Detection) พร้อมยกระดับความปลอดภัยของข้ อมูลและธุรกรรมประกันภัย และ 6. ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ จากสงครามและความขัดแย้งระหว่ างประเทศที่กระทบต้นทุนพลังงาน การขนส่ง ห่วงโซ่อุปทาน และ ธุรกิจประกันภัยทางทะเลและการบิ น ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงและเชื่ อมโยงกันมากขึ้น ทำให้บริษัทประกันภัยจำเป็นต้ องมีฐานะการเงินและเงินกองทุนที่ มั่นคง มีระบบบริหารความเสี่ยงที่มี ประสิทธิภาพ และสามารถรองรับความเสี ยหายในวงกว้างได้ โดยไม่กระทบต่อการชำระค่าสิ นไหมทดแทนและภาระผูกพันต่อผู้ เอาประกันภัย

การเสริมสร้างเสถี ยรภาพและความมั่นคงของบริษั ทประกันภัยเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากหากบริษัทประสบปัญหาด้ านฐานะการเงิน อาจส่งผลกระทบต่อประชาชน บริษัทคู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสียในวงกว้าง สำนักงาน คปภ. จึงเดินหน้าปรับปรุงพระราชบัญญั ติประกันชีวิตและพระราชบัญญัติ ประกันวินาศภัย โดยเฉพาะกฎหมายกลุ่มที่ 2 ว่าด้วยการเสริมสร้างเสถียรภาพ และความมั่นคงของบริษัทประกันภั ย เพื่อยกระดับมาตรฐานการกำกับดู แลให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้ อมและมาตรฐานสากล ครอบคลุมคุณสมบัติของผู้บริ หารและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ความเป็นอิสระของบุคลากรวิชาชี พสำคัญ เช่น นักคณิตศาสตร์ประกันภัย การดำรงเงินกองทุนให้สอดคล้องกั บระดับความเสี่ยง การจัดเก็บและเปิดเผยข้อมูล ตลอดจนมาตรการแทรกแซงเมื่อบริษั ทเริ่มประสบปัญหา โดยมีเป้าหมายให้สามารถ “เห็นความเสี่ยงก่อนและเข้าแก้ ไขได้ก่อนเกิดความเสียหาย” เพื่อลดผลกระทบต่อ ผู้เอาประกันภัยและเสถี ยรภาพของระบบประกันภัยโดยรวม
นอกจากนี้ สำนักงาน คปภ. ยังมุ่งยกระดับ การบริหารความเสี่ยงแบบองค์รวม (Enterprise Risk Management : ERM) และการประเมินความเสี่ ยงและความมั่นคงทางการเงิ นของบริษัท (Own Risk and Solvency Assessment : ORSA) โดยให้บริษัทประกันภัยเชื่ อมโยงการบริหารความเสี่ยงเข้ากั บกลยุทธ์ธุรกิจ การบริหารเงินกองทุน และการตัดสินใจของคณะกรรมการบริ ษัท พร้อมพัฒนาเครื่องมือ Risk Heatmap เพื่อวิเคราะห์และจัดลำดั บความเสี่ยง ตลอดจนแนวทางประเมินระดั บความเสี่ยงรวมของบริษัท (Composite Risk Rating : CRR) โดยบูรณาการข้อมูลด้านความเสี่ ยง การเงิน และการ ดำเนินธุรกิจ เพื่อให้สามารถกำหนดมาตรการกำกั บดูแลได้เหมาะสมกับระดับความเสี่ ยงของแต่ละบริษัท ขณะเดียวกัน ยังให้ความสำคัญกับ การทดสอบภาวะวิกฤต (Stress Test) ทั้งการประเมิ นภาพรวมของระบบประกันภั ยและความเสี่ยงเฉพาะของแต่ละบริ ษัท เพื่อทดสอบความเพียงพอของเงิ นกองทุน (Solvency) และสภาพคล่อง (Liquidity) รวมถึงความพร้อมของมาตรการรองรั บภาวะวิกฤต (Management Action) เพื่อให้บริษัทประกันภั ยสามารถรักษาเสถียรภาพและปฏิบั ติตาม ภาระผูกพันต่อผู้เอาประกันภั ยได้แม้เผชิญสถานการณ์ที่รุนแรง

เลขาธิการ คปภ. กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานดังกล่าวเป็นส่ วนสำคัญในการขับเคลื่ อนระบบประกันภัยไทยไปสู่เป้ าหมายตาม แผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2569–2573) ที่มุ่งสร้างระบบประกันภัยให้มั่ นคง แข็งแกร่ง และสามารถรองรับความเสี่ยงรู ปแบบใหม่ รวมถึงภัยขนาดใหญ่ โดยทำหน้าที่เป็น National Risk Buffer หรือกลไกรองรั บแรงกระแทกจากความเสี่ยงต่ อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาระบบข้อมู ลและกลไกบริหารจัดการภัยพิบัติ เพื่อเพิ่มขี ดความสามารถของภาคธุรกิจประกั นภัยในการรองรับความเสียหาย บรรเทาผลกระทบ และสนับสนุนการฟื้นตั วของประชาชนและภาคธุรกิจอย่างต่ อเนื่อง
“ความมั่นคงของบริษัทประกันภั ยถือเป็นรากฐานสำคัญของความเชื่ อมั่นต่อระบบประกันภัย สำนักงาน คปภ. จึงมุ่งพัฒนากฎหมายและยกระดั บการกำกับดูแลเชิงป้องกัน เพื่อให้สามารถมองเห็นและบริ หารจัดการความเสี่ยงได้อย่างทั นท่วงที ควบคู่กับการเสริมสร้างศั กยภาพของบริษัทประกันภัยให้ สามารถปฏิบัติตามภาระผูกพันต่ อผู้เอาประกันภัย และร่วมขับเคลื่อนระบบประกันภั ยไทยให้เป็นกลไกสำคัญในการบริ หารจัดการความเสี่ ยงของประเทศได้อย่างมั่นคงและยั่ งยืน” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย
















