1 ต.ค. 2569/ ณ ศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร สำนักการระบายน้ำ เขตดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่เขตสะพานสูงและลาดกระบัง ซึ่งบางจุดยังมีระดับน้ำสูงจากระดับน้ำในคลองประเวศบุรีรมย์ที่ยังอยู่ในระดับสูงว่า กทม. เข้าใจและเห็นใจประชาชนทุกพื้นที่ โดยเฉพาะประชาชนฝั่งเหนือที่มีความกังวลเรื่องผลกระทบจากการบริหารจัดการน้ำ จึงต้องดำเนินการโดยคำนึงถึงประชาชนทั้งสองฝั่งควบคู่กัน
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวว่า ขณะนี้ กทม. เร่งบริหารจัดการน้ำโดยตัดน้ำจากคลองสาขาออกไปยังคลองแสนแสบหลายเส้นทาง เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่คลองประเวศบุรีรมย์เพิ่มเติม สำหรับพื้นที่สะพานสูง ได้ทยอยติดตั้งและเดินเครื่องสูบน้ำเพื่อดึงน้ำจากพื้นที่ต่าง ๆ ไปยังคลองแสนแสบ โดยเฉพาะบริเวณคลองบ้านม้า ซึ่งเดิมระบายน้ำลงคลองประเวศบุรีรมย์ จะปรับให้สูบน้ำย้อนกลับไปทางคลองแสนแสบ ขณะที่พื้นที่หัวหมากและพื้นที่โดยรอบจะใช้คลองสาขาตัดน้ำไปยังคลองแสนแสบเพิ่มเติม

“หลักการสำคัญตอนนี้คือ ต้องเอาน้ำออกจากพื้นที่ให้ได้หลายทาง และไม่เติมน้ำเข้าคลองประเวศฯ เพิ่ม เพราะคลองประเวศฯ เป็นคลองหลักของพื้นที่ฝั่งตะวันออก หากระดับน้ำลดลง คลองสาขาต่าง ๆ ก็จะสามารถระบายน้ำตามลงมาได้ดีขึ้น” นายชัชชาติกล่าว
ทั้งนี้ กทม. ติดตามสถานการณ์ตั้งแต่ลำสาลี หัวหมาก สะพานสูง จนถึงลาดกระบังอย่างใกล้ชิด โดยยึดหลักว่า ต้องเร่งลดระดับน้ำในคลองสายหลักก่อน จึงจะสามารถระบายน้ำจากคลองสายรองและพื้นที่ชุมชนลงมาได้ ขณะเดียวกัน คลองแสนแสบเป็นเส้นทางหลักในการเร่งระบายน้ำฝั่งตะวันออก โดยมีอุโมงค์ระบายน้ำช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ พร้อมบริหารระดับน้ำและปรับการเปิดประตูระบายน้ำบริเวณบางชัน เพื่อรับน้ำจากพื้นที่มีนบุรีและหนองจอกเข้าสู่คลองแสนแสบ เมื่อระดับน้ำคลองแสนแสบลดลง จะช่วยให้พื้นที่ต่อเนื่องระบายน้ำได้เร็วขึ้น
เร่งอุโมงค์ระบายน้ำ เพิ่มศักยภาพแก้น้ำท่วมระยะยาว
กทม. มีโครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำในพื้นที่คลองประเวศบุรีรมย์อย่างต่อเนื่อง โดยโครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำบริเวณวัดมหาบุตรอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับและระบายน้ำ
นอกจากนี้ ยังมีโครงการอุโมงค์ระบายน้ำส่วนต่อขยายจากบึงหนองบอนถึงคลองประเวศบุรีรมย์และคลองสี่ ซึ่งได้รับงบประมาณแล้ว และอยู่ระหว่างจัดหาผู้รับจ้าง โดยจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมระดับน้ำในคลองประเวศบุรีรมย์ และส่งผลให้คลองสาขา เช่น คลองบ้านม้า สามารถระบายน้ำได้ดีขึ้น
ส่วนพื้นที่ลาดกระบัง โดยเฉพาะเคหะร่มเกล้า ซึ่งได้รับผลกระทบจากคลอง 1 และคลองสองต้นนุ่น การเพิ่มศักยภาพระบบระบายน้ำในแนวคลองประเวศบุรีรมย์จะช่วยเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ได้มากขึ้น

เร่งระบายน้ำรับมือฝนระลอกใหม่ พร้อมติดตามน้ำเหนือ
ขณะนี้ กทม. ต้องเร่งระบายน้ำที่ค้างอยู่ในพื้นที่ให้ได้มากที่สุด เนื่องจากพื้นที่มีความชุ่มน้ำสูง หากมีฝนตกเพิ่มเติม โดยเฉพาะฝนที่ตกต่อเนื่อง จะทำให้เกิดน้ำท่วมขังได้ง่าย จึงต้องเร่งลดระดับน้ำในคลองสายหลักและสร้างช่องว่างรองรับน้ำให้ได้มากที่สุด
สำหรับสถานการณ์น้ำเหนือ กทม. ยังสามารถบริหารจัดการได้ผ่านแนวคันกั้นน้ำและระบบป้องกันน้ำท่วม ขณะเดียวกัน ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยเร่งระบายน้ำจากพื้นที่รังสิตลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อลดปริมาณน้ำและบรรเทาผลกระทบต่อพื้นที่กรุงเทพฯ ทั้งสองฝั่ง

ประเด็นคันกั้นน้ำซอยสายไหม 43
สำหรับกรณีคันกั้นน้ำบริเวณซอยสายไหม 43 ซึ่งประชาชนมีความกังวลเรื่องผลกระทบจากการบริหารจัดการน้ำนั้น กทม. เข้าใจความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่ด้านเหนือ และจะดำเนินการอย่างรอบคอบ พร้อมรับฟังและสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง
ประเด็นคันกั้นน้ำเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานในหลายพื้นที่ และประชาชนอาจกังวลว่าการทำคันกั้นน้ำในจุดหนึ่งจะทำให้ระดับน้ำในอีกพื้นที่สูงขึ้น แต่การบริหารจัดการต้องพิจารณาจากมวลน้ำในภาพรวมและระบบระบายน้ำทั้งระบบ*ฃ การกั้นน้ำเฉพาะจุดไม่ได้ทำให้มวลน้ำจำนวนมากที่อยู่ด้านบนเพิ่มหรือลดลงโดยตรง
“เราเห็นใจทุกคน ทุกคนอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก ต้องค่อย ๆ พูดคุยและทำความเข้าใจกันว่าอะไรที่ช่วยกันได้ก็ช่วยกัน เราต้องดูแลทั้งสองฝั่ง ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง” ผู้ว่าฯ ชัชชาติกล่าว
ทั้งนี้ กทม. จะบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง ควบคู่กับการดูแลประชาชนทุกพื้นที่ โดยปรับการเดินเครื่องสูบน้ำ การเปิด–ปิดประตูระบายน้ำ และการตัดน้ำระหว่างคลองให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อเร่งคลี่คลายปัญหาและลดผลกระทบต่อประชาชนให้เร็วที่สุด เนื่องจากทุกพื้นที่มีความสำคัญ และการแก้ปัญหาต้องไม่ผลักภาระไปยังพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง
จรัญ ชุ่มเงิน รายงาน
















