วันอังคาร 22 กันยายน 2026
หน้าแรก หน้าข่าว กรมส่งเสริมสหกรณ์ อัดฉีด 500 ล้าน! ยกระดับ CDC สู่ “ฮับภูมิภาค” ตั้งเป้ายอดขายทะลุ 5,000 ล้าน ปี...

กรมส่งเสริมสหกรณ์ อัดฉีด 500 ล้าน! ยกระดับ CDC สู่ “ฮับภูมิภาค” ตั้งเป้ายอดขายทะลุ 5,000 ล้าน ปี 69

“อธิบดีนิรันดร์”เตรียมเงินกพส.กว่า 500 ล้านบาทปี 70 ยกระดับศูนย์ CDC เป็น”ฮับ”แต่ละภูมิภาค 1-2 แห่ง พร้อมจับมือสมาคมขนส่งทางบกฯ คิดค่าบริการขนส่งในอัตราพิเศษ หวังกระจายสินค้าสหกรณ์สู่ผู้บริโภคโดยเร็วที่สุด ตั้งเป้าสิ้นปี 69 ยอดขายสินค้าของสหกรณ์ผ่าน CDC จะพุ่งถึง 5,000 ล้านบาท

ประสบความสำเร็จจากการกระจายสินค้า โดยศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์หรือศูนย์ CDC ที่เริ่มดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีสหกรณ์ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ จำนวน 125 ศูนย์กระจายอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ อย่างน้อยจังหวัดละ 1 แห่ง ภายใต้การขับคลื่อนนโยบาย CPD DRIVE-S ของ กรมส่งเสริมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรฯ

ล่าสุด นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เผยความคืบหน้าการดำเนินงานศูนย์ดังกล่าว โดยระบุว่าขณะนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์เตรียมยกระดับ ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ CDC ที่มีความพร้อมให้เป็น”ฮับ”ของแต่ละภูมิภาค ซึ่งเป็นไปตามข้อสั่งการของนางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้การกระจายสินค้าสหกรณ์ถึงมือผู้บริโภคโดยเร็วและได้รับความเสียหายน้อยที่สุด โดยเฉพาะผลไม้ตามฤดูกาล ซึ่งขณะนี้ได้มีการเตรียมหารือกับสหกรณ์ที่มีความพร้อมและพื้นที่ศูนย์กระจายสินค้าฯที่เหมาะสมไว้แล้วในระดับหนึ่ง และจะมีการขับเคลื่อนอย่างจริงจังในปีงบประมาณ 2570 ทั้งนี้ เพื่อพลิกบทบาทให้ศูนย์กระจายสินค้ากลายเป็นข้อต่อสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงธุรกิจของขบวนการสหกรณ์ ช่วยให้เกษตรกรสามารถกำหนดราคาผลผลิตได้อย่างเป็นธรรมและสร้างอำนาจต่อรองในตลาดได้อย่างแท้จริง

“ขณะนี้เราเตรียมยกระดับ CDC บางศูนย์ให้เป็นฮับของแต่ละภาค อย่างเช่นอีสานพื้นที่กว้างหน่อยอาจมีสัก 2 แห่ง ที่เช่นที่สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ดและสหกรณ์การเกษตรในโคราช สองจุดนี้ จะเป็นจุดรวบรวมหลักก่อนกระจายต่อไปยังจังหวัดใกล้เคียงอื่น ๆ ส่วนภาคเหนือ เช่นที่อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ หรือทางภาคใต้ที่จ.สุราษฎร์ฯ และอ.พรหมคีรี จ.นครศรีฯ ภาคกลางก็ชุมนุมสหกรณ์เแห่งประเทศไทย รวมถึงสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ต่าง ๆ ซึ่งกรมมีแผนจัดสัมมนาเครือข่ายสหกรณ์ด้วยกันอย่างน้อยไตรมาสละครั้งเพื่อสร้างความคุ้นเคยระหว่างสหกรณ์ทั้งในภาคการเกษตรและนอกภาคการเกษตร แลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่องสินค้าและความต้องการ แล้วจับคู่ทางธุรกิจระหว่างกันด้วย“ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เผย

นายนิรันดร์ กล่าวต่อว่าสำหรับในปีงบประมาณ 2570 กรมฯได้เตรียมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ ไว้ประมาณ 500 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยต่ำ(ร้อยละ 1-3 ) สำหรับสหกรณ์ที่มีศักยภาพนำไปลงทุนขยายพื้นที่ศูนย์ CDC เพิ่มเติมทั้งอาคาร โรงเรือนเก็บรวบรวมและคัดคุณภาพผลผลิต รวมถึงอุปกรณ์การตลาดที่จำเป็น อย่างเช่นรถบรรทุก รถห้องเย็น รถโฟล์คลิฟท์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังร่วมวางแผนการผลิตเพื่อให้สมาชิกสหกรณ์เพื่อผลิตสินค้าให้ได้คุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยตามที่ตลาดต้องการ ตลอดทั้งห่วงโซ่ธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ

“จะเห็นว่าเราได้ขับเคลื่อนศูนย์ CDC มาอย่างต่อเนื่อง จนถึงดือนกันยายนนี้ มียอดมูลค่าซื้อขายรวมกว่า 3,130 กว่าล้านบาท ซึ่งคาดว่าถึงธันวาน่าจะถึง 5,000 ล้านตามที่เราวางเป้าไว้ จากข้อมูลยอดขาย อันดับหนึ่งเป็นข้าวสาร อันดับสองผลไม้และอันดับสามสินค้าแปรรูปต่างๆ ปีหน้าเราตั้งเป้าให้ถึง 8,000 -10,000 ล้าน ซึ่งเป็นเป้าใหญ่ที่ท่านรัฐมนตรีฯปิยะรัฐชย์ วางไว้”อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เผย

สำหรับการในการขับเคลื่อนศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์หรือศูนย์ซีดีซี.ในปี 2570 นั้น นอกจากการยกระดับ”ฮับ”ศูนย์ CDC ในแต่ละภูมิภาคแล้ว นายนิรันดร์ย้ำว่าล่าสุดเตรียมลงนาม MOU กับสมาคมขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เพื่อขอความอนุเคราะห์ในการขนส่งสินค้าสหกรณ์ โดยคิดราคาในอัตราพิเศษ เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการขนส่งสินค้า พร้อมทั้งจะหารือกับกระทรวงพาณิชย์ในการคัดเลือกสินค้าสหกรณ์เกรดพรีเมี่ยมไปส่งออกไปยังต่างประเทศอีกด้วย

“เนื่องจากสหกรณ์ส่วนใหญ่ไม่มีรถบรรทุกขนาดใหญ่ เราจึงได้หารือกับทางสมาคมขนส่งทางบกฯ เพื่อใช้บริการรถบรรทุกโดยคิดราคาอัตราพิเศษในการขนส่งสินค้าสหกรณ์ โดยเฉพาะช่วงฤดูผลไม้ออกสู่ตลาดพร้อม ๆ กันปริมาณมาก ก็จะใช้บริการรถบรรทุกขนส่งไปลงตาม CDC ในแต่ละภูมิภาค จากนั้นทางสหกรณ์ฯก็จะกระจายต่อไปยังสหกรณ์เครือข่ายในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงต่อไป นอกจากนี้กรมฯจะหารือกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อทำตลาดในต่างประเทศด้วย โดยจะคัดเฉพาะสินค้าเกรดพรีเมียมในตัวสินค้าที่ ตลาดต้องการ ซึ่งปีงบประมาณหน้ากรมฯจะเดินหน้าเรื่องนี้อย่างจริงจัง”อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวย้ำ

 

ด้าน นางบุญเกิด ภานนท์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นหนึ่งในที่ตั้งของฮับศูนย์ CDC ของภาคอีสาน กล่าวถึงการเชื่อมเครือข่ายสหกรณ์ในการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกัน โดยผ่านศูนย์ CDC ว่าขณะนี้มีสินค้าจากทั่วทุกภูมิภาคเข้ามาที่ศูนย์ฯของสหกรณ์ทุกวัน โดยสหกรณ์ฯเกษตรวิสัยจะมีสินค้าข้าวเป็นหลัก มีทั้งหอมมะลิ 105 และข้าวเหนียวส่งไปแลกเปลี่ยนกับสินค้ากับสหกรณ์อื่น ปัจจุบันสหกรณ์มีรถบรรทุกพ่วง 1 คันและบรรทุกเดี่ยวอีก 1 คันในการใช้บรรทุกสินค้าของสหกรณ์

“ช่วงนี้จะมีผลไม้จากทางภาคใต้เข้ามาทุกวันนี้ มีมังคุดจากหลังสวน ชุมพร มาถึงเมื่อวาน 8 ตัน ขายหมดแล้ว พรุ่งนี้มีมังคุดจากสหกรณ์ฯพรหมคีรี นครศรีธรรมราช อีก 8 ตันเข้ามาอีก แล้วยังมีสะตอ ลองกอง ส้มโอทับทิมสยาม โดยเราเอาข้าวไปแลก ทุกครั้งที่ขนข้าวสารลงไปจะต้องมีสินค้าสหกรณ์คู่ค้ากลับมาด้วยเช่นกัน จะไม่มีตีรถเปล่ากลับมา”นางบุญเกิดเผย

ผู้จัดการสหกรณ์ฯเกษตรวิสัย จำกัด ย้ำว่า สหกรณ์ฯจะรับซื้อสินค้าในราคานำตลาด แต่สินค้านั้นจะต้องมีคุณภาพ ไม่ใช่นำสินค้าตกเกรดมาจำหน่าย ดังนั้นหากสมาชิกพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพแล้ว เรื่องราคาก็ไม่ต้องกังวล เพราะจะไม่มีวันราคาตกต่ำอย่างแน่นอน โดยเฉพาะผลไม้ ไม่ว่าจะออกมาในปริมาณมากแค่ไหน หากผลผลิตมีคุณภาพสหกรณ์ฯก็พร้อมรับซื้อในราคาสูง

“ตอนนี้มังคุดหลังสวนชุมพรเราซื้อมากิโลละ 30-38 บาท ของพรหมคีรีนครศรีฯจะสูงหน่อยอยู่ที่ กิโลละ 38-40 บาท แต่ต้องเป็นผลผลิตเกรดคุณภาพแล้วเราก็จะเอามากระจายต่อให้สมาชิกและเครือข่ายสหกรณ์ด้วยกัน เฉพาะสมาชิกสหกรณ์เราเองก็ไม่พอขาย ตอนนี้มีอยู่ 9 พันกว่าราย”นางบุญเกิดกล่าว

ถึงกระนั้นผู้จัดการสหกรณ์ฯเกษตรวิสัยกล่าวเห็นด้วยแนวคิดของนายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ในการจัดเวลาสัมมนาจับคู่ทางธุรกิจระหว่างเครือข่ายสหกรณ์ด้วยกัน โดยอย่างน้อย ไตรมาสละครั้งเพื่อสร้างความคุ้นเคยระหว่างผู้จัดการสหกรณ์และเจ้าหน้าที่สหกรณ์ ทั้งยังรับรู้ข้อมูลสินค้าของสหกรณ์แต่ละแห่งเพื่อให้สหกรณ์จะได้นำข้อมูลเหล่านั้นมาวางแผนในการทำตลาดต่อไป

“เป็นแนวคิดที่ดีมาก อยากให้กรมจัดเวทีแบบนี้บ่อย ๆ อยากให้ตัวแทนสหกรณ์มาร่วมกันเยอะ จะได้มีสินค้าเป็นตัวเลือกมาก ๆ แล้วจะได้ทำความรู้จักกัน ทำธุรกิจร่วมกันต่อไป เครือข่ายของเกษตรวิสัยส่วนใหญ่ก็มีแต่คู่ค้าเดิม ๆ สินค้าก็มีแบบเดิม เราอยากให้มีสินค้ามีความหลากหลายมากขึ้น”นางบุญเกิดกล่าวย้ำ

อย่างไรก็ตามจากการจัดเวทีเจรจาธุรกิจผ่านศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 2-3 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ปรากฎว่ามีการเจรจาธุรกิจสำเร็จ 95 คู่ คิดเป็นมูลค่า 319.81 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีการเจรจาที่อยู่ระหว่างดำเนินการอีก 26 คู่ มูลค่าประมาณ 23.08 ล้านบาท และการเจรจาครั้งนี้ครอบคลุมเครือข่ายสหกรณ์ใน 31 จังหวัด สินค้าที่มีการเจรจาซื้อขายมีความหลากหลาย แต่สินค้าที่มีมูลค่าสูงสุดคือ ข้าวสาร มีมูลค่าประมาณ 302.61 ล้านบาท หรือ 94.62% ของมูลค่าการซื้อขายที่เกิดขึ้น นอกจากนั้นยังมีผลไม้ 13.11 ล้านบาท สินค้าแปรรูปประมาณ 2.14 ล้านบาท รวมถึงสินค้าอื่น ๆ เช่น ผัก ผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ และสินค้าอื่นของสหกรณ์ โดยตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าศูนย์ CDC สามารถเป็นช่องทางในการกระจายสินค้าได้หลายประเภท และในระยะต่อไปต้องการขยายตลาดผลผลิตการเกษตรและสินค้าแปรรูปของสหกรณ์ให้หลากหลายมากขึ้น