วันศุกร์ 18 กันยายน 2026
หน้าแรก เกษตรพันธุ์ดี “กรมการข้าว” ลุยแม่ฮ่องสอน อนุรักษ์ข้าวพื้นเมือง 700 สายพันธุ์ เดินหน้าพัฒนาข้าวพื้นที่สูง สร้างความมั่นคงทางอาหารชุมชน

“กรมการข้าว” ลุยแม่ฮ่องสอน อนุรักษ์ข้าวพื้นเมือง 700 สายพันธุ์ เดินหน้าพัฒนาข้าวพื้นที่สูง สร้างความมั่นคงทางอาหารชุมชน

กรมการข้าว นำสื่อมวลชนลงพื้นที่แม่ฮ่องสอน ติดตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมรับฟังเสียงเกษตรกร เดินหน้าพัฒนาข้าวพื้นที่สูง อนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นเมืองกว่า 700 สายพันธุ์ เสริมความมั่นคงทางอาหารและยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนอย่างยั่งยืน

นายฐปรัฏฐ์ สีลอยอุ่นแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวแม่ฮ่องสอน กรมการข้าว ได้นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ประจำปี 2569 พร้อมรับฟังเสียงเกษตรกร เพื่อวางแนวทางพัฒนาการผลิตข้าวบนพื้นที่สูงให้เหมาะสมกับภูมิสังคม สร้างความมั่นคงทางอาหารและยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนอย่างยั่งยืน

นายฐปรัฏฐ์ สีลอยอุ่นแก้ว กล่าวว่า ศูนย์วิจัยข้าวแม่ฮ่องสอนพัฒนามาจากโครงการพัฒนาลุ่มน้ำลาง (ปางมะผ้า) ตามพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ปัจจุบันขับเคลื่อนงานผ่าน 3 ด้านหลัก คือ งานวิจัย งานผลิตเมล็ดพันธุ์ และงานถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อตอบสนองนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ด้านงานวิจัย ศูนย์ฯ ได้รวบรวมและอนุรักษ์สายพันธุ์ข้าวพื้นเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์ในภาคเหนือตอนบนไว้มากกว่า 700 สายพันธุ์ ซึ่งนับว่ามากที่สุดในภูมิภาค พร้อมเร่งปรับปรุงพันธุ์ข้าวไร่ ข้าวเหนียว และข้าวนาพื้นที่สูง ให้ทนทานต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ด้านการผลิต ได้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี และเป็น “ธนาคารเมล็ดพันธุ์” สำรองข้าวไว้ช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลยามประสบอุทกภัยหรือวิกฤติต่างๆ ได้ทันท่วงที ขณะที่ด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี ได้เข้าไปดูแลโครงการพระราชดำริในแม่ฮ่องสอนมากกว่า 22 โครงการ ซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของโครงการพระราชดำริทั้งหมดในจังหวัด
สำหรับการลงพื้นที่จุดแรก คณะสื่อมวลชนได้ติดตามโครงการ “รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน” ณ บ้านเมืองแพม ตำบลถ้ำลอด อำอปางมะผ้า ซึ่งเป็นโครงการบูรณาการตามพระราชเสาวนีย์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่ออนุรักษ์ป่าต้นน้ำควบคู่กับการพัฒนาชีวิตชุมชน กรมการข้าวได้เข้าส่งเสริมการทำนาขั้นบันได ไร่หมุนเวียน สนับสนุนข้าวพื้นเมืองพันธุ์ “บือโปะโหละ” รวมถึงแก้ไขปัญหาข้าวพื้นเมืองดั้งเดิม เช่น พันธุ์บือบูชา และบือบูโล ที่ลำต้นสูง ล้มง่าย และให้ผลผลิตต่ำ โดยนำพันธุ์ข้าวลำต้นเตี้ยที่มีความหอมและต้านทานการล้มจากเชียงใหม่ พร้อมแนะนำข้าวพันธุ์รับรอง (พันธุ์ กข) เข้ามาปลูกทดแทน เพื่อเพิ่มผลผลิตและลดการบุกรุกพื้นที่ป่า โดยในอนาคตเตรียมยกระดับแปลงเรียนรู้ให้เป็นศูนย์กลางถ่ายทอดเทคโนโลยีและเชื่อมโยงข้าวพื้นเมืองเข้ากับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

จากนั้น คณะเดินทางต่อไปยังโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนชมรมอนุรักษ์พุทธศิลปะไทยอนุสรณ์ 1 (บ้านแสนคำลือ) อำเภอปางมะผ้า เพื่อติดตามโครงการอาหารกลางวันในถิ่นทุรกันดาร ซึ่งกรมการข้าวได้สนับสนุนการทำแปลงสาธิตปลูกข้าวในโรงเรียน พร้อมถ่ายทอดเทคนิคการผลิตและการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ เพื่อให้โรงเรียนและชุมชนมีข้าวบริโภคอย่างเพียงพอ ลดค่าใช้จ่าย และเตรียมพัฒนากองทุนเมล็ดพันธุ์ข้าวไร่เพื่อสร้างการพึ่งพาตนเองในระยะยาว
ด้านนายสมเพชร รัตนอารยธรรม อดีตผู้ใหญ่บ้านบ้านเมืองเเพม อำเภอปางมะผ้า ร่วมถ่ายทอดความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณว่า การเสด็จพระราชดำเนินเยือนบ้านเมืองแพม ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2549 ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ช่วยฟื้นฟูคุณภาพชีวิตและทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนอย่างยั่งยืน

การเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนั้น สืบเนื่องมาจากเจ้าหน้าที่ทหารได้เข้าสำรวจและรายงานการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำของชาวบ้าน ต่อมาศูนย์ศิลปาชีพ จังหวัดเชียงใหม่ จึงส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาอบรมการย้อมสีธรรมชาติแก่กลุ่มแม่บ้าน ก่อนที่พระองค์จะเสด็จฯ มาพระราชทานโครงการพระราชดำริเพื่อแก้ไขปัญหาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ทั้งการสร้างฝายเพื่อการเกษตร ระบบน้ำอุปโภคบริโภค ขยายเขตไฟฟ้า และส่งเสริมกลุ่มทอผ้าชนเผ่า จากเดิมที่ชาวบ้านต้องเผชิญปัญหาน้ำประปาเปิดเป็นเวลาเพียงช่วงเช้าและเย็น รวมถึงช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนครูที่ในอดีตมีบุคลากรดูแลนักเรียนอนุบาลถึงประถมศึกษาปีที่ 6 เพียง 2 คนเท่านั้น

นอกจากนี้ ในอดีตพื้นที่เกษตรกรรมของบ้านเมืองแพมเคยประสบวิกฤตน้ำท่วมใหญ่จนได้รับความเสียหายอย่างหนัก แต่ด้วยงบประมาณพระราชทานในการสร้างฝายและลำเหมืองกระจายน้ำ ทำให้ชาวบ้านสามารถกลับมาทำนาได้ตามปกติ พร้อมร่วมใจกันขับเคลื่อน “โครงการรักษ์น้ำ” ทั้งการปลูกป่า ฟื้นฟูแหล่งต้นน้ำ และอนุรักษ์พันธุ์ปลาในลำน้ำ ควบคู่กับการสร้างความมั่นคงทางอาหารด้วยการจัดตั้งธนาคารข้าวของหมู่บ้าน ซึ่งได้รับพระราชทานข้าวเปลือกมาสนับสนุนยามประสบภัย โดยชาวบ้านจะปลูกข้าวเพื่อบริโภค เก็บเป็นเมล็ดพันธุ์ และแบ่งปันให้ครอบครัวที่ขาดแคลนเป็นหลัก สะท้อนถึงพลังความรักความสามัคคีที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ช่วงเตรียมการรับเสด็จฯ ซึ่งชาวบ้านกว่า 100 คน ได้ร่วมใจกันพัฒนาพื้นที่ต่อเนื่อง

ขณะที่ นายวิชัย มนตรีสถิตกุล ผู้ใหญ่บ้านแสนคำลือ ย้อนเล่าถึงประวัติศาสตร์สำคัญว่า เมื่อปี 2513 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนบ้านแสนคำลือ โดยมี “พ่อเฒ่าแฮ” ผู้นำชุมชนในอดีต คอยนำเสด็จข้ามฝั่งน้ำ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของหมู่บ้าน เนื่องจากในอดีตเกือบทุกครัวเรือนยึดอาชีพปลูกฝิ่น ทว่าด้วยพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่เสด็จฯ มาพระราชทานแนวพระราชดำริให้ชาวบ้านเลิกปลูกพืชเสพติด และเปลี่ยนมาปลูกพืชเศรษฐกิจทดแทน เช่น ข้าว ข้าวโพด ถั่ว ฟักทอง และมะม่วง เพื่อสร้างรายได้ที่ปลอดภัย

 

การส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมทดแทนทำให้การปลูกฝิ่นในพื้นที่หมดไปอย่างสิ้นเชิง ช่วยเปลี่ยนผ่านจากพื้นที่เคยปลูกฝิ่น สู่ชุมชนเกษตรกรรมเข้มแข็งโดยมีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาสนับสนุนต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรมการข้าวและศูนย์วิจัยข้าวแม่ฮ่องสอน ที่เข้ามาส่งเสริมเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์นิยมปลูกและบริโภคข้าวเจ้าเป็นหลัก ทั้งพันธุ์พื้นเมืองและข้าวดอย เพื่อบริโภคและสร้างรายได้ นอกจากนี้ ยังได้จัดทำแปลงปลูกข้าวในโรงเรียนประจำหมู่บ้าน เพื่อผลิตวัตถุดิบป้อนโครงการอาหารกลางวันของเด็กนักเรียน โดยบูรณาการทำงานร่วมกับเกษตรอำเภอและกรมประมง

“ซึ่งในอดีตชาวบ้านเกือบทุกครัวเรือนยึดอาชีพปลูกฝิ่น แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานแนวทางให้เลิกปลูกพืชเสพติด และส่งเสริมการปลูกพืชทดแทน เช่น ข้าว ข้าวโพด ถั่ว ฟักทอง และไม้ผล ทำให้การปลูกฝิ่นหมดไปจากพื้นที่อย่างสิ้นเชิง”

 

นอกจากนี้ การได้รับทุนพระราชทานด้านการศึกษา ยังช่วยให้เยาวชนในพื้นที่ได้เรียนต่อจนจบปริญญาตรี และเกิดโครงการ “ครูทายาท” ที่สนับสนุนให้ลูกหลานกลับมาเป็นครู ตชด. สอนหนังสือในถิ่นกำเนิด ซึ่งปัจจุบันมีครูทายาทกลับมาปฏิบัติหน้าที่แล้วถึง 2 รุ่น ทั้งในตำแหน่งครูใหญ่และครูผู้สอน
ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวแม่ฮ่องสอน กล่าวทิ้งท้ายว่า การลงพื้นที่ติดตามงานของกรมการข้าวในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการสืบสานพระราชดำริอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่นวัตกรรมการวิจัย การส่งเสริมแปลงเกษตร ไปจนถึงการสร้างความมั่นคงทางอาหารในโรงเรียนและชุมชน โดยกรมการข้าวพร้อมนำข้อมูลและข้อเสนอแนะจากพื้นที่ ไปวางแผนส่งเสริมการเข้าถึงเมล็ดพันธุ์คุณภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรควบคู่กับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนต่อไป