สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่ งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ภายใต้การนำของ นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. ได้ให้ความสำคัญกับการยกระดั บมาตรฐานธรรมาภิบาล การบริหารความเสี่ยง และ การควบคุมภายในของธุรกิจประกั นภัยไทย โดยเห็นว่ากลไกดังกล่าวเป็ นรากฐานสำคัญของความมั่นคง ความน่าเชื่อถือ และ การเติบโตอย่างยั่งยืนของภาคธุ รกิจประกันภัย
ดังนั้น เพื่อเป็นการสนองรั บนโยบายและเน้นย้ำถึงความสำคั ญของการยกระดับดังกล่าว นายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการ ด้านกฎหมายและตรวจสอบ จึงได้มอบหมายให้นายโสรัจจ์ แรกสกุลชัย ผู้ช่วยเลขาธิการ สายตรวจสอบ นำนโยบายดังกล่าวไปขับเคลื่อนสู่ การปฏิบัติผ่านการจัดสัมมนา “Lessons Learned & Regulatory Expectations for Achieving Governance Excellence” เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ณ CDC Ballroom กรุงเทพมหานคร เพื่อถ่ายทอดบทเรียนจากการกำกั บดูแลและการตรวจสอบ พร้อมสื่อสารความคาดหวังของสำนั กงาน คปภ. ต่อการพัฒนาระบบการกำกับดูแลกิ จการ การบริหารความเสี่ยง และการควบคุมภายในของบริษั ทประกันภัย ตลอดจนเปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุ มมองและประสบการณ์ในการยกระดั บมาตรฐานการดำเนินงานของบริษั ทประกันภัย โดยมีกรรมการอิสระ ผู้บริหารด้านความเสี่ยง ผู้ตรวจสอบภายใน ผู้กำกับดูแลการปฏิบัติ ตามกฎหมาย ผู้แทนสมาคมธุรกิจประกันภัย ผู้สอบบัญชี และผู้บริหารจาก สำนักงาน คปภ. เข้าร่วมกว่า 400 คน
นายโสรัจจ์ แรกสกุลชัย ผู้ช่วยเลขาธิการ สายตรวจสอบ ได้กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นความร่ วมมือระหว่างหน่วยงานภายในสำนั กงาน คปภ. ประกอบด้วย สายตรวจสอบ สายวิเคราะห์ธุรกิจประกันภัย และสายพัฒนามาตรฐานการกำกับ โดยมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนบทเรี ยนในอดีตให้เป็นพลังในการยกระดั บธรรมาภิบาล การบริหารความเสี่ยง และการควบคุมภายในของบริษัทให้ พร้อมรับความท้าทายในอนาคต อันจะนำไปสู่รากฐานสำคั ญของความมั่นคง ความน่าเชื่อถือ และความยั่งยืนของธุรกิจประกั นภัยไทย เนื่องจากอดีตที่ผ่านมาบริษัทที่ ประสบปัญหาฐานะการเงิ นและการดำเนินงาน ต้นตอของปัญหามักเริ่ มจากความเปราะบางเกี่ยวกั บธรรมาภิบาล การบริหารความเสี่ ยงและความสามารถในการเข้าใจหรื อรับมือกับความเสี่ยงที่กำลั งเผชิญได้ทันท่วงที รวมถึงมีระบบการควบคุมภายในที่ ไม่เพียงพอ จนลุกลามนำไปสู่ปัญหาเกี่ยวกั บการดำเนินการ คุณภาพสินทรัพย์ สภาพคล่อง ความเพียงพอของเงินกองทุน ดังนั้น สำนักงาน คปภ. จึงจำเป็นต้องยกระดับและเพิ่ มประสิทธิภาพของ
การกำกับดูแลกิจการ การบริหารความเสี่ยง และการควบคุมภายในอย่างต่อเนื่ อง เพราะเชื่อมั่นว่า ความมั่นคงของบริษัทประกันภัย ไม่ได้สะท้อนจากตัวเลขทางการเงิ นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีการกำกับดูแลที่มีดี และมีคุณภาพ พร้อมเน้นย้ำว่า การกำกับดูแลกิจการที่ดีไม่ได้ หมายถึงการมีโครงสร้างภายในบริ ษัทที่ครบถ้วนตามที่กฎเกณฑ์ กำหนดเท่านั้น แต่ต้องทำให้กลไกการกำกับดูแล การบริหารความเสี่ยง และการควบคุมภายในของบริษั ทประกันภัยสามารถทำงานเชื่ อมโยงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทุกฝ่ายในองค์กรต้องปฏิบัติหน้ าที่ตามบทบาทและความรับผิ ดชอบของตนอย่างเข้มแข็ง และสร้างประสิทธิผล เชิงรูปธรรม เพราะเป้าหมายของการกำกับดู แลและการตรวจสอบไม่ใช่การค้ นหาว่า “ใครผิด” แต่เป็นการค้นหาช่องว่ างของระบบและกระบวนการ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ต้ นเหตุและป้องกันการเกิดซ้ำ ในอนาคต

สำหรับสาระสำคัญของการสัมมนา ครอบคลุม 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) บทเรียนจากผลการประเมิ นและการตรวจสอบด้านธรรมาภิบาล การบริหารความเสี่ยง และการควบคุมภายในของบริษั ทประกันภัย 2) การวิเคราะห์ความเสี่ยงด้ านความมั่นคงและการเตรียมพร้ อมรับมือความเสี่ยงใหม่ และ 3) การยกระดั บบทบาทของคณะกรรมการและผู้บริ หารในการขับเคลื่อนการบริ หารความเสี่ยงระดับองค์กร (ERM) และการประเมินความเสี่ ยงและฐานะเงินกองทุน (ORSA)
นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. ได้กล่าวถึงความคาดหวังว่า สำนักงาน คปภ. ให้ความสำคัญกับความร่วมมื อระหว่างหน่วยงานกำกับดู แลและภาคธุรกิจประกันภั ยในการเสริมสร้างความเข้มแข็ งและความน่าเชื่อถื อของระบบประกันภัยไทย ซึ่งจะทำให้ประชาชนเกิดความเชื่ อมั่นและไว้ใจต่อการประกันภัยยิ่ งขึ้น และชี้ให้เห็นว่า ปัญหาทางการเงินของบริษัทประกั นภัยหลายแห่งมักมีจุดเริ่มต้ นจากธรรมาภิบาลที่อ่ อนแอและระบบควบคุมภายในที่ไม่มี ประสิทธิภาพ จึงคาดหวังให้คณะกรรมการบริษัท โดยเฉพาะกรรมการอิสระมีบทบาทเชิ งรุกในการกำกับดูแลกิจการ กล้าตั้งคำถามอย่างสร้างสรรค์ และใช้ข้อมูลรอบด้านประกอบการตั ดสินใจเพื่อประโยชน์สูงสุ ดขององค์กรและผู้เอาประกันภัย
นอกจากนี้ เลขาธิการ คปภ. ยังได้เน้นย้ำถึง 3 ความเสี่ยงสำคัญที่ภาคธุรกิ จประกันภัยต้องติดตามอย่างใกล้ ชิด ได้แก่ ความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิ จและเงินเฟ้อ ความผันผวนของอัตราผลตอบแทนที่ ส่งผลต่อการบริหารสินทรัพย์ และหนี้สิน และความเสี่ยงจากภัยพิบัติที่มี แนวโน้มรุนแรงและเกิดถี่ขึ้น โดยขอให้บริษัทประกันภัยนำปัจจั ยดังกล่าวไปใช้ ประกอบการทบทวนแผนธุรกิจ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัย การกำหนดราคา การบริหารเงินสำรอง และการจัดทำประกันภัยต่อให้ สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ เปลี่ยนแปลงไป สำหรับการบริหารความเสี่ยง ERM และ ORSA ไม่ควรเป็นเพียงเครื่องมือเพื่ อการปฏิบัติ ตามกฎเกณฑ์ แต่ต้องนำมาปฏิบัติจริ งในการดำเนินงานของบริษัท ซึ่งจะช่วยให้คณะกรรมการและผู้ บริหารมองเห็นผลกระทบต่ อฐานะการเงิน เงินกองทุน และความสามารถในการดำเนินธุรกิ จในอนาคต พร้อมเตรียมมาตรการรองรั บความเสี่ยงได้อย่ างเหมาะสมและทันท่วงที
ท้ายที่สุดนี้ สำนักงาน คปภ. ยืนยันการดำเนินงานภายใต้ แนวทางกำกับดูแลตามระดับความเสี่ ยง (Risk-Based Supervision) และมุ่งยกระดับมาตรฐานธรรมาภิ บาลของภาคธุรกิจประกันภัยไทยให้ สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล โดยเชื่อมั่นว่าการทำให้ ระบบกำกับดูแลกิจการ การบริหารความเสี่ยง และการควบคุ มภายในสามารถทำงานได้อย่างมี ประสิทธิผลในทางปฏิบัติ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้ างความมั่นคงทางการเงิน ความเชื่อมั่นของประชาชน และความสามารถในการเติบโตอย่ างยั่งยืนของอุตสาหกรรมประกันภั ยไทยในระยะยาว
















