วันพฤหัสบดี 6 สิงหาคม 2026
หน้าแรก Headline จากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่อนาคตที่ยั่งยืน ชนเผ่าพื้นเมืองปาปัวทำผลิตภัณฑ์จากต้นสาคูควบคู่กับการอนุรักษ์ธรรมชาติ

จากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่อนาคตที่ยั่งยืน ชนเผ่าพื้นเมืองปาปัวทำผลิตภัณฑ์จากต้นสาคูควบคู่กับการอนุรักษ์ธรรมชาติ

6 สิงหาคม 2569 – “เมื่อความมั่งคั่งไม่จำเป็นต้องทำลายทรัพยากรธรรมชาติ แต่เกิดจากการเคารพและดูแลรักษา” ในยุคที่ตลาดผลิตภัณฑ์ปลอดกลูเตนทั่วโลกคาดว่าจะแตะ 13.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2577 และการบริโภคในเอเชียแปซิฟิกกำลังเติบโตในอัตราสูงถึง 11.1% ต่อปี ชนเผ่าพื้นเมืองปาปัวกำลังเดินหน้าการปฏิวัติโดยชุมชน ด้วยการรักษาผืนป่าควบคู่กับการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น ผ่านการสร้างเศรษฐกิจชุมชนด้วยผลิตภัณฑ์จากต้นสาคู ที่สร้างความมั่งคั่งให้ชุมชนควบคู่กับความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ

“สาคู” ที่มาจากต้นสาคูแตกต่างจากเม็ดสาคูทั่วไปที่ทำจากมันสำปะหลังที่พบในขนมหวานและชาไข่มุกทั่วไปในประเทศไทย ด้วยเนื้อสัมผัส รสชาติและคุณประโยชน์ที่มากกว่า แต่สาคูแท้ในประเทศไทยกลับพบเห็นได้น้อยลงทุกที มีเพียงบางส่วนในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ เช่น พัทลุงที่ยังมีป่าสาคูขนาดใหญ่ ที่ถูกแปรรูปมาเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของภูมิทัศน์ดั้งเดิม ความหลากหลายทางชีวภาพ และมรดกทางวัฒนธรรม หากวางตำแหน่งได้ถูกต้อง สาคูปาล์มแท้จากภาคใต้ของไทยอาจเปิดตลาดเฉพาะกลุ่มพรีเมียมที่มุ่งเน้นความยั่งยืน แตกต่างจากแป้งมันสำปะหลังที่ผลิตในระดับอุตสาหกรรม เช่นเดียวกันอินโดนีเซียที่กำลังนำเสนอโมเดลผลิตภัณฑ์ชุมชนในตลาดพรีเมี่ยม

ผืนป่าคือแม่ของชุมชน

สำหรับชนเผ่าเตฮิต นาสัยมอส (Tehit Knasaimos) กลุ่มชนพื้นที่เมืองที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของปาปัว สาคูไม่ได้เป็นพียงแค่พืชผลธรรมดา แต่คืออัตลักษณ์ ปรัชญา และคำสัญญาที่ส่งต่อระหว่างรุ่นสู่รุ่น ภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษถูกถ่ายทอดผ่านคำสอนที่สืบทอดกันมา คือ “Tabraw’o mamfe teme – ป่าคือแม่ของเรา” ภายใต้ปรัชญานี้ หลากหลายครอบครัวในชุมชนได้ดูแลสาคูหลายสายพันธุ์มาหลายศตวรรษ ทั้ง Fa Sampe ชนิดมีหนาม และ Falya dla ชนิดไม่มีหนาม ซึ่งเป็นพืชท้องถิ่นที่มีความโดดเด่น และถูกแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นชื่อในเรื่องเนื้อสัมผัสที่แน่น นุ่ม และหอม

ภูมิปัญญาท้องถิ่นเหล่านี้เกือบจะสูญหายไปในช่วงปี 2543 เมื่อการตัดไม้ทำลายป่าอย่างผิดกฎหมายทำให้พื้นที่ตะวันตกเฉียงใต้ของปาปัวกลายเป็นดินแดนรกร้าง แต่ชุมชนไม่ได้ละทิ้งป่า ตั้งแต่ปี 2539 พวกเขาได้ปฏิวัติอย่างเงียบๆ ปฏิเสธการขยายพื้นที่ของปาล์มน้ำมัน เพื่อรักษาควมสมบูรณ์ของผืนป่าไว้ และในช่วงปี 256 พวกเขาเลือกพลิกฟื้นผืนดินที่ทรุดโทรมกลับมา โดยชาวบ้านได้ร่วมกันฟื้นฟูป่าด้วยตัวเอง ปลูกสาคูทดแทนในพื้นที่ถูกตัดไม้ทำลายป่าเพื่อฟื้นฟูให้ดินกลับมาชุ่มชื้น

อีวิล เอ็ม. โวโลอิน (Ewil M. Woloin) ผู้นำของ SEKAM (Merdesa Village School) กล่าวว่า เราพยายามให้ความรู้แก่ชุมชนว่าต้องปลูกสาคูทดแทนทุกครั้งที่ตัด และใช้พื้นที่ป่ารกร้างสำหรับการฟื้นฟู การต่อสู้ของเรายาวนานมาก” โดย SEKAM คือ Merdesa Village School หรือโรงเรียนหมู่บ้าน ที่ก่อตั้งโดยสมาคม Bentara Papua โรงเรียนแห่งนี้ได้ดึงดูดเยาวชนในหมู่บ้านมามีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยตรง และคนรุ่นใหม่เหล่านี้มีบทบาทหลักในการรณรงค์ ต่อต้านการรุกรานของกลุ่มทุนน้ำมันปาล์ม และลงมือทำ “โครงการปลูกป่าสาคูทดแทน” ตั้งแต่ช่วงปี 2018–2019 เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ

จากป่าสู่ผลิตภัณฑ์: ภูมิปัญญาท้องถิ่นพบกับความต้องการของคนรุ่นใหม่

แล้วจุดเปลี่ยนมาถึงเมื่อชุมชนตระหนักถึงมูลค่าของสาคูในฐานะของวัตถุดิบที่สามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมรุ่นใหม่ ผ่านศูนย์ปฏิบัติงานภาคสนามชุมชน ขององค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ที่ก่อตั้งโดย Bentara Papua ในโซรองใต้ ภูมิภาคตะวันเฉียงใต้ของปาวปัว เยาวชนและผู้หญิงจากชุมชนกนาไซมอส (Knasaimos) สมาพันธ์ชนพื้นเมืองดั้งเดิม เริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์สาคูคุณภาพสูงภายใต้แบรนด์ “Tepung Sagu Mangsir” เปลี่ยนอาหารหลักดั้งเดิมให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ด้านอาหารที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ โดย อลิงก์ ซาฟริล (Alink Syafril) ผู้ประสานงาน ศูนย์ปฏิบัติงานภาคสนามชุมชน Bentara Papua กล่าวว่า “เป้าหมายหลักของเราคือการพิสูจน์ว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องออกจากบ้านเกิดเพื่อไปทำงานในเมือง เพราะการแปรรูปทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นนั้น เพียงพอที่จะสร้างรายได้ให้ชุมชนและครอบครัวมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีได้”

แต่เส้นทางการอนุรักษ์และความยั่งยืนนี้ก็ไม่ได้ราบรื่นนัก ในช่วงแรก สมาชิกชุมชนส่วนใหญ่มองสาคูว่าเป็นอาหารสำหรับบริโภคในชุมชน ไม่ใช่สินค้าที่สามารถทำเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตลาดต้องการได้ ตลาดที่ยังไม่ชัดเจนทำให้พวกเขาลังเลที่จะผลิตในปริมาณมาก แต่ภายใต้การบ่มเพาะ การฝึกอบรม การสนับสนุน และการสื่อสาร ทำให้ชุมชนเกิดความมั่นใจมากขึ้นในการนำผลิตภัณฑ์ไปเสนอต่อหน่วยงานรัฐ ร้านของที่ระลึกในเมืองโซรอง และงานนิทรรศการระดับจังหวัด ผู้หญิงกลายเป็นกำลังสำคัญในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ไปจนถึงความมั่นคงทางอาหาร ขณะที่การมีส่วนร่วมของเยาวชนเป็นหลักประกันที่สำคัญว่า องค์ความรู้นี้จะได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นไม่สูญหายไปตามกาลเวลากับกับกระแสการย้ายถิ่น

อลิงก์ ซาฟริล กล่าวว่า “นอกจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เราช่วยขอใบอนุญาตและให้คำปรึกษากลยุทธ์การตลาด เพื่อให้ผลิตภัณฑ์เข้าถึงตลาดได้มากขึ้น ไม่หยุดแค่การผลิตและผลิตภัณฑ์ต้องสามารถจำหน่ายได้ การตัดห่วงโซ่การจัดจำหน่ายและเสริมสร้างศักยภาพของสถาบันชุมชน คือการสร้างรากฐานเศรษฐกิจเชิงฟื้นฟู ที่ผลกำไรทุกบาทที่ได้รับจะกลับคืนไปสู่การอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน”

ความมั่งคั่งที่ไม่ต้องแลกด้วยการทำลายป่า

ผลลัพธ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความมั่งคั่งในรูปแบบที่ต่างออกไป สมาชิกกลุ่มมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1,000,000 รูเปียห์ เมื่อเทียบกับช่วงปี 2561–2562 ช่วยครอบคลุมค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและการศึกษาตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงมหาวิทยาลัย การมีส่วนร่วมของผู้หญิงและเยาวชนเพิ่มขึ้น 60% และสหกรณ์คนามันดิรี (Kna Mandiri) ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของชุมชนในการขยายการผลิตและการตลาด

ขณะที่ชุมชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นป่าก็กำลังพลิกฟื้นคืนกลับคืนเช่นกัน การปลูกสาคูประมาณ 5 เฮกตาร์ในพื้นที่รกร้างมีส่วนสำคัญในการฟื้นคืนพรรณไม้ต่างๆ อย่างน้อย 11 สายพันธุ์ในป่าพรุ ควบคู่ไปกับอนุรักษ์สาคูสายพันธุ์ดีเด่น 4 ชนิด ได้แก่ Falya dla, Fa Sampe, Fablen และ Fanomik ไว้สำหรับคนรุ่นต่อไป นี่คือภาพรวมของเศรษฐกิจเชิงฟื้นฟูในรูปแบบที่จับต้องได้ ไม่ใช่เป็นแค่ทฤษฎีที่อยู่ในตำรา แต่มูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น และการฟื้นฟูของระบบนิเวศกำลังทำหน้าที่ในการส่งเสริมซึ่งกันและกัน แบรนด์ Tepung Sagu Mangsir ไม่ได้แค่ผลิตภัณฑ์จากแป้ง แต่เป็นเรื่องราวของผู้คนในชุมชนที่เลือกอยู่ร่วมกับป่าแทนที่จะละทิ้งไปสู่ชีวิตเมืองและอุตสาหกรรม

อีวิล กล่าว่า “ความหวังอันยิ่งใหญ่ของเราคือชุมชนยืนหยัดในการปกป้องผืนป่าได้ต่อไป การมีส่วนร่วมของเยาวชนในวันนี้คือหลักประกันว่าในอนาคตผืนป่าจะยังอยู่คู่กับชุมชน และจะไม่มีเยาวชนที่สูญเสียอัตลักษณ์ความเป็นลูกหลานชนพื้นเมืองปาปัวอีกต่อไป”