“ดีพร้อม” ดันวัสดุรักษ์โลกรับเทรนด์ BCG ปั้นแต้มต่อใหม่ให้ SMEs ไทยสู้ศึกตลาดโลก

กรุงเทพฯ 10 มิถุนายน 2569 – กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) เดินหน้าขับเคลื่อนผู้ประกอบการไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)หนุนผู้ประกอบการเปลี่ยนผ่านสู่ Green Packaging ด้วย 4 กลยุทธ์ทั้ง การพัฒนาองค์ความรู้ การส่งเสริมวัสดุทางเลือก เชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญ สู่การผลิตจริง เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยและสร้างโอกาสจากตลาดบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก พร้อมจัดกิจกรรม “The Green Pack Challenge 2026 : Beyond Plastic with DIPROM” เวทีประกวดนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกที่ส่งเสริมการพัฒนาต้นแบบบรรจุภัณฑ์จากวัสดุทางเลือกที่สามารถต่อยอดสู่การผลิตและใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง โดยผลงานต้นแบบบรรจุภัณฑ์5 ต้นแบบสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศจากการผสานนวัตกรรมวัสดุ ความยั่งยืน และศักยภาพการใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรมได้อย่างโดดเด่น

นายพลาวุธ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตลาดบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่องท่ามกลางผู้บริโภคที่ตระหนักถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงภาคการผลิตที่เร่งปรับกลยุทธ์เพื่อมุ่งสู่ตลาดที่มีดีมานด์ความยั่งยืนเกิดขึ้น ซึ่งกระแสและการปรับตัวที่เกิดขึ้นนี้นับเป็นโอกาสที่สำคัญของ BCG ECONOMY ของประเทศ และเป็นกลไกที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนในระยะยาวจากการใช้วัสดุทดแทน เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ การเติบโตที่ส่งต่อไปถึงธุรกิจผลิตบรรจุภัณฑ์ พร้อมลดความเสี่ยงจากความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก และโอกาสในการขยายตลาดสู่กลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงปัจจุบันทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับการลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง รวมถึงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของตลาดโลก โดยข้อมูลจาก Statista ระบุว่า ตลาดบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกทั่วโลกมีมูลค่ามากกว่า 310,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2025 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 590,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2035 สะท้อนให้เห็นว่า บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก หรือ Green Packaging ไม่ได้เป็นเพียงกระแส แต่คือหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตมูลค่าสูงที่อาจสร้างเม็ดเงินได้อย่างมหาศาล ซึ่งผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น”

นายพลาวุธ กล่าวต่อว่า แนวทางการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านบรรจุภัณฑ์ให้แก่ผู้ประกอบการไทย ดีพร้อมได้ดำเนินภายใต้ศูนย์ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือศูนย์ DIPROM Thai-IDC ผ่าน 4 กลยุทธ์สำคัญตั้งแต่ การพัฒนาองค์ความรู้ด้านการออกแบบและสร้างสรรค์ การส่งเสริมนวัตกรรมวัสดุทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การเชื่อมโยงนักออกแบบและผู้เชี่ยวชาญ และการสนับสนุนการต่อยอดต้นแบบสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ ทั้งนี้ ในปี 2568 ที่ผ่านมาดีพร้อมได้ดำเนินโครงการด้านการออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ผ่านศูนย์ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ DIPROM Thai-IDC สามารถสนับสนุนผู้ประกอบการแล้วกว่า 220 ราย พัฒนาและสร้างต้นแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ มากกว่า 340 ผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 170 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนรูปลักษณ์ของสินค้า แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มมูลค่า สร้างความแตกต่างทางการตลาด ช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการได้มากขึ้น

และในปี 2569 ดีพร้อมได้วางแผนการดำเนินงานด้านการออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการในหลากหลายอุตสาหกรรมทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องนอกจากนี้ ยังได้จัดกิจกรรม “The Green Pack Challenge 2026 : Beyond Plastic with DIPROM” ขึ้นเพื่อส่งเสริมและสร้างความตระหนักในการใช้บรรจุภัณฑ์จากวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเปิดพื้นที่ให้นักออกแบบรุ่นใหม่ นักศึกษา และผู้ประกอบการ SMEs ได้ร่วมแสดงศักยภาพผ่านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ทางเลือกที่สามารถทดแทนการใช้พลาสติกได้ ซึ่งเปิดกว้างสำหรับผู้เข้าร่วมจากทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด “Industrial-driven Design” หรือการออกแบบที่เชื่อมโยงกับการผลิตจริงในภาคอุตสาหกรรม โดยกิจกรรมในปีนี้ ได้รับความสนใจจากผู้สมัคร จำนวน 33 ทีม ทั่วประเทศ โดยแนวคิดที่ได้รับความสนใจมากที่สุด ได้แก่ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร วัสดุชีวภาพ และวัสดุที่สามารถย่อยสลายได้ทางธรรมชาติ ซึ่งสะท้อนแนวโน้มการสร้างนวัตกรรมที่มุ่งเพิ่มมูลค่าให้ทรัพยากรในประเทศควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

โครงการดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการบ่มเพาะนักออกแบบบรรจุภัณฑ์รุ่นใหม่ของไทยให้สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านดีไซน์ เทคโนโลยี วัสดุรักษ์โลก และภาคการผลิตเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างต้นแบบบรรจุภัณฑ์แห่งอนาคตที่ตอบโจทย์ตลาดโลก ซึ่งผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ นายภูดิศ ปัญญาวานิชกุล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากผลงาน รักษ์คู่ (Green Mate Bi-Pod)” ภาชนะจากชานอ้อย เยื่อไผ่ เคลือบผิวด้วยไขรำข้าว ที่ควบรวมฟังก์ชันการกินและดื่มให้อยู่ในชิ้นเดียว เพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยว และช่วยลดปริมาณขยะในงานเทศกาล ได้รับเงินรางวัล 20,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ รางวัลชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ นางสาวคนโปรด งานวิไลศิริวงศ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จากผลงาน BOXgourmand2026” บรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ที่เมื่อใช้งานเสร็จแล้วสามารถส่งต่อเปลี่ยนเป็นอาหารสัตว์ได้ รางวัลชนะเลิศอันดับ 3 ได้แก่ นางสาวนฤพร องค์มรดก สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น จากผลงาน “Lotus – Straw Bowl” ชามทรงใบบัวจากเยื่อฟางข้าวและแป้งมันสำปะหลัง ที่มีแกนท่อตรงกลาง ช่วยให้ผู้บริโภคถือชามอาหารและแก้วน้ำได้พร้อมกันในมือเดียว นอกจากนี้ ยังมีรางวัลชมเชยและรางวัลพิเศษสำหรับผลงานที่ได้รับการคัดเลือก พร้อมเกียรติบัตร นอกจากนื้ผลงานต้นแบบทั้งหมดจะได้รับโอกาสพัฒนาต่อยอดสู่การผลิตจริง รวมถึงเชื่อมโยงกับเครือข่ายภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน และโอกาสทางการตลาดในอนาคต เพื่อผลักดันต้นแบบบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกของไทยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม

กิจกรรม The Green Pack Challenge 2026 : Beyond Plastic with DIPROM ไม่ใช่เพียงกิจกรรมที่ส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว แต่คือการมองหาแนวทางใหม่ในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์ทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงด้านวัตถุดิบในอนาคต ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการสร้างอุตสาหกรรมมูลค่าสูง และช่วยยกระดับภาพลักษณ์สินค้าไทยสู่มาตรฐานสากล โดยดีพร้อมคาดว่ากิจกรรมในครั้งนี้จะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ไม่น้อยกว่า 2.6 ล้านบาท และเป็นการแสดงศักยภาพของคนรุ่นใหม่ที่สามารถผสานความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และเทคโนโลยีสู่ต้นแบบบรรจุภัณฑ์แห่งอนาคตที่ไม่เพียงตอบโจทย์ตลาดโลก แต่ยังช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

นายพลาวุธ กล่าวทิ้งท้ายว่า ดีพร้อมเล็งเห็นว่าการเปลี่ยนสู่ Green Packaging ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนวัสดุบรรจุภัณฑ์ แต่เป็นการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไทยให้สอดรับกับทิศทางเศรษฐกิจโลก จากเดิมที่ผู้ประกอบการจำนวนมากยังพึ่งพาพลาสติกและวัสดุจากปิโตรเคมีเป็นหลัก ไปสู่การใช้วัสดุชีวภาพ วัสดุหมุนเวียน วัสดุรีไซเคิล และวัสดุจากผลพลอยได้จากภาคการเกษตร เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบ ตลอดจนเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดใหม่และแหล่งเงินทุนด้านความยั่งยืนในอนาคต ขณะเดียวกัน การปรับตัวสู่ Green Packaging ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการไทย โดยข้อมูลจาก The 2025 Sustainable Packaging Consumer Report พบว่า ผู้บริโภคกว่า 90% มีแนวโน้มเลือกซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่ใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่งานวิจัยระดับนานาชาติ ยังพบว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่ยินดีจ่ายเพิ่มประมาณ10-20% สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ใช้บรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน สะท้อนให้เห็นว่า Green Packaging ไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกด้านสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความแตกต่างทางการตลาด เพิ่มมูลค่าให้สินค้า ขยายฐานผู้บริโภครุ่นใหม่ และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก