เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่ งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) จัดพิธีเปิดหลักสูตรฝึกอบรมเพื่ อเตรียมความพร้อมสำหรับกลุ่มพนั กงานศักยภาพสูง (Top Gun) ปีที่ 3 โดยมี นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย พลอากาศโท เมธา สุนทรศารทูล ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองบัญชาการกองทัพไทย คณะผู้บริหารสำนักงาน คปภ. คณะวิทยากรจากกรมยุทธศึ กษาทหารอากาศ และพนักงานในกลุ่ม Top Gun ปีที่ 3 จำนวน 35 คน เข้าร่วม ณ โรงเรียนเตรียมทหาร จังหวัดนครนายก
เลขาธิการ คปภ. เปิดเผยว่า โครงการพัฒนากลุ่มพนักงานศั กยภาพสูง หรือ Top Gun ถือเป็นการดำเนิ นงานตามนโยบายและทิศทางสำคั ญในการขับเคลื่อนองค์กรของสำนั กงาน คปภ. โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างผู้นำรุ่ นใหม่ที่มีศักยภาพ มีทักษะการ คิดวิเคราะห์ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และกล้าคิดนอกกรอบ ควบคู่กับการปลูกฝังความเป็นผู้ นำที่กล้าคิด กล้าตัดสินใจ เชิงยุทธศาสตร์ในทุกสถานการณ์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่จะก้ าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของสำนั กงาน คปภ. ในอนาคต ทั้งนี้ โครงการ Top Gun มิใช่เพียงหลักสูตรพัฒนาบุคลากร หากแต่เป็นสนามฝึกผู้นำของสำนั กงาน คปภ. ที่เปิดพื้นที่ ให้ผู้มีศักยภาพสูงได้รับการท้ าทาย ได้เรียนรู้ และได้พิสูจน์ตัวเองในสถานการณ์ ที่กดดันและซับซ้อน เพราะในโลกปัจจุบัน สำนักงาน คปภ. ไม่ได้ต้องการเพียงคนทำงานเก่ง แต่ต้องการคนที่คิดเป็น ตัดสินใจเป็น และนำผู้อื่นได้

เลขาธิการ คปภ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา เส้นทางของโครงการ Top Gun ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่ องและเป็นรูปธรรม กล่าวคือ ปีแรก เป็นการวางรากฐานความเป็นผู้ นำและการทำงานเป็นทีม ปีที่สอง เป็นการเสริมทักษะการทำงานข้ ามสายงาน การคิดเชิงข้อมูล และการปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล ผ่าน 5 Flagship Projects สำคัญ ได้แก่ 1) โครงการ OIC 101 มุ่งเน้นการพัฒนาความรู้ด้ านการประกันภัยและการสื่อสารเชิ งรุก 2) โครงการประกันภัยพื ชผลทางการเกษตรด้วยเทคโนโลยีสมั ยใหม่และการประกันภั ยแบบพาราเมตริก (Parametric Insurance) 3) โครงการยกระดับการกำกับดูแล Group-wide Supervision ด้วยระบบงาน IT 4) โครงการพัฒนา OIC Intelligent Gateway เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและการให้ บริการประชาชนด้วยเทคโนโลยีดิจิ ทัลแบบครบวงจร และ 5) โครงการพัฒนาองค์กรด้านการบริ หารจัดการสวัสดิการบุคลากร และ ปีที่สาม ซึ่งเป็น ปีปัจจุบัน ถือเป็นช่วงของการฉายศั กยภาพของพนักงานออกมาให้เห็นอย่ างชัดเจน ผ่านการคิดเชิงยุทธศาสตร์ การตัดสินใจภายใต้แรงกดดัน และการกล้าริเริ่มสิ่งใหม่เพื่ อองค์กร โดยพนักงานกลุ่ม Top Gun ปีที่ 3 ทั้ง 35 คน ที่ผ่านการคัดเลือกในครั้งนี้ ถือเป็นบุคลากรที่สำนักงาน คปภ. เล็งเห็นศักยภาพและคาดหวังว่ าจะเติบโตขึ้นมาเป็นกำลังสำคั ญขององค์กรในอนาคต
สำหรับการฝึกอบรมหลักสูตรเตรี ยมความพร้อมสำหรับกลุ่มพนั กงานศักยภาพสูง (Top Gun) ปีที่ 3 นี้ สำนักงาน คปภ. ได้ประสานความร่วมมือกับกรมยุ ทธศึกษาทหารอากาศ นำโดย นาวาอากาศเอก เอก ศรลัมภ์ ตำแหน่ง นายทหารปฏิบัติการ ประจำกรมกำลังพลทหารอากาศ ช่วยราชการที่ สำนักงานรองผู้บัญชาการทหารสู งสุด กองบัญชาการกองทัพไทย พร้อมด้วย คณะวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ และออกแบบกระบวนการเรียนรู้ แบบเข้มข้น ครอบคลุมเนื้อหาสำคัญ อาทิ ภาวะผู้นำ (Leadership) การคิดอย่างเป็นระบบด้วย Casual Loop Diagram การเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่มี ประสิทธิภาพ การทำงานเป็นทีม การฝึกแก้ไขสถานการณ์จำลอง (Tabletop Exercise) การวิเคราะห์จุดศูนย์ดุล (COG Analysis) และการเชื่อมโยงมโนทัศน์ (Connecting Concepts) โดยได้นำกรณีศึกษาจากสถานการณ์ จริงมาใช้ในการเรียนรู้ อาทิ เหตุการณ์ เครนตกทับรถไฟ จังหวัดนครราชสีมา เหตุพื้นที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และเหตุการณ์ปะทะบริ เวณชายแดนไทยและกัมพูชา โดยเริ่มการอบรมในหัวข้อสถาบั นพระมหากษัตริย์กับกองทัพอากาศ ควบคู่กับการทำกิจกรรมกลุ่ม (Workshop) การฝึกสถานการณ์จำลอง และการนำเสนอผลการเรียนรู้ ทั้งนี้ การฝึกอบรมตลอด 3 วัน ไม่ได้เป็นเพียงการรับฟั งการบรรยาย แต่เป็นการฝึกคิด ฝึกตัดสินใจ และฝึกทำงานร่วมกับผู้ที่มีมุ มมองแตกต่างกัน อันเป็นทักษะสำคัญของการเป็นผู้ นำยุคใหม่
“ภายหลังจบหลักสูตรการอบรมในครั้ งนี้ สิ่งที่สำคัญไม่ใช่เพียงสิ่งที่ Top Gun ทุกคนได้เรียนรู้ แต่คือสิ่งที่ทุกคนจะกลับไป ลงมือทำ เพราะสำนักงาน คปภ. จะเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ได้เกิดจากแผนงานบนกระดาษ หากแต่เกิดจากคนที่กล้าคิด กล้าทำ และ กล้ารับผิดชอบต่อการตัดสิ นใจของตนเอง นอกจากนี้ การพัฒนากลุ่มพนักงานศักยภาพสู งของสำนักงาน คปภ. ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเสริมสร้ างทักษะภาวะผู้นำและการคิดเชิ งยุทธศาสตร์เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการปลูกฝั งวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดหลัก ธรรมาภิบาล ความโปร่งใส ความรับผิดชอบต่อองค์กร และการตัดสินใจบนพื้ นฐานของประโยชน์ส่วนรวม ควบคู่กับการสร้างค่านิ ยมการทำงานที่สุจริต โปร่งใส และพร้อมเป็นกำลังสำคัญในการขั บเคลื่อนองค์กรสู่อนาคต” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย

















