ผ่าทางรอด SMEs! ETDA ถอดรหัส ‘ดิจิทัล–AI–Data’ อาวุธลับแก้เกม “ยิ่งขาย…ยิ่งกำไรบาง”

เมื่อเร็วๆ นี้ – สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จับมือพาร์ทเนอร์ รัฐ เอกชน ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa), สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ผู้ให้บริการดิจิทัล (Digital Provider) เปิดเวที ETDA Live ไลฟ์กำลังดี EP.2 หัวข้อ “อยู่รอดหรือหลุดเกม? ทางรอด SMEs Growth ในวันที่ต้นทุนไม่เคยรอใคร” ถอดบทเรียนสำคัญให้ผู้ประกอบการ SMEs ไทยรับมือกับภาวะต้นทุนที่กำลังพุ่ง กำลังซื้อเปลี่ยน และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น พร้อมชี้ว่าโจทย์ใหญ่ของ SMEs วันนี้ไม่ใช่เพียง “ขายให้ได้มากขึ้น” แต่ต้องมองให้ลึกถึงโครงสร้างต้นทุน ระบบหลังบ้าน การใช้ข้อมูล และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้ตรงจุด ชมย้อนหลังได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=hI0_kefhecs&t=111s

นายมีธรรม ณ ระนอง รองผู้อำนวยการ ETDA กล่าวว่า แม้สถานการณ์ SMEs จะเจอแรงกดดันจากต้นทุนและเศรษฐกิจ แต่ในวิกฤตยังมีโอกาส โดยเฉพาะการปรับธุรกิจเข้าสู่ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์และการใช้ดิจิทัลมากขึ้น เพราะดิจิทัลสามารถช่วยได้ทั้งการลดต้นทุน การจัดเก็บข้อมูล และการสร้างหลักฐานที่นำไปใช้ประกอบการวิเคราะห์หรือเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ดีขึ้น ซึ่งจากข้อมูล Digital Maturity Index ของ ETDA สะท้อนว่า SMEs ไม่ได้หยุดนิ่ง แต่กำลังเริ่มปรับตัว โดยเฉพาะด้านบุคลากร วัฒนธรรมองค์กร และกระบวนการทำงาน อย่างไรก็ตาม Pain Point สำคัญคือ SMEs จำนวนมาก รู้ว่าดิจิทัลสำคัญ และพยายามใช้แล้ว แต่ยังใช้ไม่เป็นระบบหรือใช้เพื่อเพิ่มยอดขายอย่างเดียว โดยเน้นว่า SMEs ต้องไม่มองดิจิทัลเป็นเพียงเครื่องมือขายของ แต่ต้องใช้เพื่อจัดระบบหลังบ้าน เช่น e-Tax Invoice by Timestamp, e-Signature, e- Document และ e-Transaction เพื่อให้ธุรกิจลดต้นทุน ทำงานเป็นระบบ มีข้อมูลตรวจสอบได้ และพร้อมต่อยอดสู่การเข้าถึงแหล่งทุน ทั้งนี้ สำหรับโครงการSMEs GROWTH 2026 ปีนี้ ETDA ออกแบบให้ต่างจากเดิม เพราะจากการทำงาน 3 ปีแรกพบว่า ETDA ไปคนเดียวไม่พอ จึงดึงพาร์ทเนอร์เข้ามาร่วมด้วย ทั้ง depa, สสว., SME D Bank, บสย. และ Digital Provider เพื่อให้ SMEs ได้ทั้งเครื่องมือทดลองใช้ แหล่งทุน ที่ปรึกษา และบริการที่ต่อยอดได้จริง โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้ SMEs เกิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลดิจิทัล ลดต้นทุน สร้างรายได้และขยายโอกาสทางธุรกิจสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ด้าน ดร.ปรีสาร รักวาทิน รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ depa สะท้อนในวงเสวนาว่าSMEs ไทยกำลังเผชิญกับแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทำให้การลงทุนหรือการขยายธุรกิจต้องคิดรอบคอบมากขึ้น จากการลงพื้นที่ของ depa พบว่า ธุรกิจจำนวนมากเริ่มขยับจากการทำงานแบบ Manual ไปสู่การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแก้ปัญหาเฉพาะจุด และบางส่วนเริ่มใช้แพลตฟอร์มมากขึ้น แต่ยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ขณะเดียวกัน SMEs จำนวนไม่น้อยยังไม่มั่นใจว่าจะเลือกใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอะไร ราคาเท่าไร และเชื่อถือได้หรือไม่ จึงเกิดความลังเลในการลงทุน ดังนั้น depa จึงเข้ามาช่วย “ลดความเสี่ยง” ผ่านมาตรฐาน dSURE เครื่องหมายรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ดิจิทัลที่ได้รับการยอมรับ รวมถึงการกำหนดราคากลางบริการดิจิทัล และสนับสนุนให้ทดลองใช้เทคโนโลยีดิจิทัลดิจิทัลและมีเงินช่วยลงทุนบางส่วน เพื่อให้ธุรกิจเริ่มต้นได้ง่ายขึ้น พร้อมกันนี้ยังมีแรงจูงใจด้านภาษี เพื่อกระตุ้นให้ SMEs ลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเป็นระบบ และเปลี่ยนการใช้ดิจิทัลให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจจริง

ขณะที่ ว่าที่ร้อยเอก ดร.วฤษฎิ์ อินทร์มา ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สสว. กล่าวว่า SMEs เปรียบเหมือนคนที่ต้องแบกน้ำหนัก 2 ฝั่ง ระหว่าง “โอกาส” กับ “ทรัพยากร” ขณะที่โอกาสมาเร็ว แต่ทรัพยากรมีจำกัด จึงเกิดความไม่สมดุล บางช่วงมีโอกาสแต่ขาดเงิน คน หรือเครื่องมือ ขณะที่บางช่วงมีทรัพยากร แต่ไม่รู้จะใช้กับโอกาสไหน การพัฒนาจึงใช้วิธีเดียวกันไม่ได้ จึงต้องอาศัยทั้งข้อมูลวิเคราะห์และการลงพื้นที่ เพื่อเข้าใจโจทย์จริงของแต่ละธุรกิจ ซึ่งพบว่า SMEs มีความหลากหลายสูง ความพร้อมไม่เท่ากัน บางกลุ่มมีศักยภาพแต่โครงสร้างยังเปราะบาง หากพัฒนาไม่ตรงจุดอาจยิ่งเพิ่มต้นทุน ขณะที่เทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับ SMEs ที่มีทุนจำกัด ก็อาจไม่ใช่คำตอบเสมอไป เพราะหากลงทุนผิดจุดอาจกลายเป็นภาระ ดังนั้น สสว. จึงเน้นการสนับสนุนแบบเฉพาะราย โดยมุ่ง “ลดความเสี่ยงในการตัดสินใจ” ทั้งการร่วมจ่ายค่าบริการพัฒนาธุรกิจ การช่วยเปิดตลาดใหม่ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำ และการดึงพาร์ทเนอร์ที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาช่วยให้ SMEs เลือกทางได้แม่นยำขึ้น

ด้าน นางสาวสุชาดา โคตรสิน รองผู้อำนวยการ ฝ่ายพัฒนาและสนับสนุนผู้ประกอบการ SME D Bank ระบุว่า SMEs จำนวนมากกำลังเจอปัญหากำไรบาง ต้นทุนเพิ่ม แต่ขึ้นราคาขายไม่ได้ เพราะกำลังซื้อไม่เอื้อ ทำให้แม้มีรายได้ แต่ Margin ลดลงเรื่อย ๆ และกระทบโอกาสเข้าถึงเงินทุนในอนาคต เมื่อดูลงลึกพบว่าแต่ละกลุ่มมีปัญหาต่างกันเช่น SMEs กลุ่ม Micro ยังหาช่องทางขายไม่เจอ กลุ่ม Small รายได้เริ่มตัน และไม่รู้จะใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอะไรเพิ่มประสิทธิภาพ ขณะที่ กลุ่ม Medium ติดเรื่องโครงสร้างธุรกิจและการปรับตัว อีกจุดสำคัญคือ SMEs มักมองเทคโนโลยีดิจิทัลแค่เครื่องมือช่วยทำงาน แต่จริงๆ แล้วสามารถใช้สร้างความแตกต่าง เพิ่มมูลค่า และหนีการแข่งขันด้านราคาได้ และอีกหลายธุรกิจใช้เทคโนโลยีดิจิทัลไม่เต็มที่ เช่น มีระบบแต่ใช้แค่บางส่วน ไม่เชื่อมทั้งองค์กร จึงต้องพัฒนาทักษะเพื่อดึงศักยภาพของเครื่องมือมาใช้ให้คุ้มค่า ดังนั้น SME D Bank ซึ่งทำงานร่วมกับ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เร่งสนับสนุน SMEs ครอบคลุมทั้ง การช่วยประเมินความพร้อมธุรกิจ ทั้งด้านการเงินและการลงทุน สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ โดยเฉพาะธุรกิจที่ลงทุนด้านดิจิทัลหรือความยั่งยืน พร้อมช่วยเรื่องค้ำประกัน เพื่อให้ SMEs เข้าถึงเงินทุนได้ง่ายขึ้น และกล้าลงทุนมากขึ้นในระยะยาว ผ่านโครงการต่างๆ เป็นต้น

เวทีครั้งนี้สรุปบทเรียนสำคัญว่า ทางรอดของ SMEs ไทยไม่ใช่การเร่งยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากการเข้าใจธุรกิจของตนเองอย่างรอบด้าน ทั้ง Cost Structure, Core Value, Process, Customer และ Data ก่อนเลือกใช้ดิจิทัลหรือ AI ให้ตรงกับปัญหา เพราะเทคโนโลยีดิจิทัลจะสร้างผลลัพธ์ได้จริงก็ต่อเมื่อถูกนำไปใช้ในจุดที่สร้างมูลค่าและแก้ Pain Point ของธุรกิจได้อย่างแท้จริง โดย ETDA ย้ำพร้อมเดินหน้าร่วมกับพาร์ทเนอร์ ทั้ง ภาครัฐ เอกชนและ Digital Provider เพื่อเชื่อมโยงความรู้ เทคโนโลยีดิจิทัล เงินทุน และการสนับสนุนแบบครบวงจร ช่วยให้ SMEs ไทยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และเติบโตได้อย่างยั่งยืนในยุคที่ “ต้นทุนไม่เคยรอใคร” ไปกับโครงการ SMEs GROWTH 2026 – ผู้สนใจสามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่เพจเฟซบุ๊ก ETDA Thailand