ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญ “เกมการค้าเกษตรรูปแบบใหม่” ที่ไม่ได้แข่งขันแค่ราคา แต่แข่งขัน
ด้วยมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และการตรวจสอบย้อนกลับ ทำให้การปรับตัวของภาคเกษตรไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA ประกาศปรับยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญผ่านแผน “ARDA 2570 : Future Agri Research Blueprint” เพื่อยกระดับเกษตรไทยสู่ เกษตรมูลค่าสูง (High Value Agriculture) ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และตลาดโลก ณ โรงแรม โนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต
ดร.ศิริกร วิวรวงษ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร เปิดเผยว่า แม้ GDP ภาคเกษตรปี 2568 จะขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.3% มูลค่าราว 730,000 ล้านบาท แต่การเติบโตดังกล่าวเป็นการเติบโตในระดับใกล้เคียงค่าเฉลี่ยเดิม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างภาคเกษตรไทยยังคง “เติบโตแบบเดิม” ขณะเดียวกันภาคเกษตรไทยกำลังเข้าสู่“เกมการค้าใหม่ของโลก” ที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ รวมถึงความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน ทำให้การปรับตัวเพื่อยกระดับภาคเกษตรไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น “เงื่อนไขการแข่งขัน” ซึ่งนี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่เกษตรไทยต้องปรับตัวจากฐานเดิม ไป
สู่ระบบที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและตลาดอย่างจริงจังภายใต้บริบทนี้ ARDA จึงปรับบทบาทจาก “ผู้สนับสนุนทุนวิจัย” สู่การเป็น ศูนย์กลางความร่วมมือด้านวิจัยเกษตรของประเทศ ที่เชื่อมโยงนักวิจัย เกษตรกร ภาคธุรกิจ และภาครัฐ เพื่อผลักดันให้งานวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงและสร้างมูลค่าในระบบเศรษฐกิจ ตลอด 23 ปีที่ผ่านมา ARDA สนับสนุนโครงการวิจัยรวมกว่า 3,285 โครงการ ด้วยงบประมาณ 9,491 ล้านบาท และสามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ได้ 1,233 โครงการ สร้างมูลค่าผลกระทบรวมกว่า 24,287 ล้านบาท และจากการดำเนินงานในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2565 – 2569) ARDA ใช้งบประมาณ 4,021 ล้านบาท พัฒนาโครงการวิจัยการเกษตรกว่า 1,146 โครงการ และจากการประเมินมูลค่าการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ จำนวน 100 โครงการวิจัยงบประมาณ 370 ล้านบาท พบว่าสามารถสร้างมูลค่าการใช้ประโยชน์ได้ถึง 2,700 ล้านบาท ยิ่งตอกย้ำศักยภาพของงานวิจัยไทยในการสร้าง “ผลตอบแทนเชิงระบบ” ที่จับต้องได้จริง
ขณะเดียวกันนอกจากการลงทุนด้านงานวิจัย ARDA ยังเร่งพัฒนากำลังคนภาคการเกษตรรองรับการเปลี่ยนแปลง โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ARDA ทุ่มงบประมาณกว่า 755 ล้านบาท พัฒนากำลังคนภาคการเกษตรแบบ“ครบห่วงโซ่” ตั้งแต่เกษตรกร นักวิจัย ไปจนถึงผู้บริหารระดับสูง มากกว่า 3 หมื่นราย ผ่านหลักสูตรฝึกอบรมมากกว่า 241 หลักสูตร อาทิ หลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) ที่มุ่งสร้างเครือข่ายผู้บริหารแบบ “ประชารัฐ” ที่เชื่อมภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาเข้าด้วยกัน มีผู้บริหารด้านการเกษตรผ่านหลักสูตรแล้ว 591 ราย หลักสูตร นักบริหารการวิจัยธุรกิจเกษตร (วธก.) รวมถึงการพัฒนาคนรุ่นใหม่ตั้งแต่ระดับต้นน้ำ ผ่านหลักสูตร “ARDA Young Smart” มุ่งสร้างเยาวชนและนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ให้มีทักษะนวัตกรรมและเทคโนโลยีเกษตร เพื่อสร้าง “Change Agents” ที่สามารถวางรากฐานการเชื่อมงานวิจัย นโยบาย และภาคธุรกิจ ได้อย่างเหมาะสมรวมถึงการพัฒนานักวิจัยด้วยทุนการศึกษา ปฏิบัติงานวิจัย ทั้งในและต่างประเทศแล้วมากกว่า 900 ทุน พร้อมจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ เน้นการนำความรู้ไปใช้ได้จริงให้กับบุคลากรภาคเกษตรอีกกว่า 20,000 ราย ที่พร้อมเป็นกำลังสำคัญ
ในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรต่อไป
สำหรับปีงบประมาณ 2570 ARDA วางกลไกขับเคลื่อนผ่าน 2 เครื่องมือหลัก ได้แก่ Strategic Fund (SF)
และ Research Utilization (RU) โดยมุ่งเน้น 6 ทิศทางสำคัญ ครอบคลุมการเพิ่มมูลค่าผลผลิต การยกระดับ Smart Farming การจัดการทรัพยากร และการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยในมิติการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย (Research Utilization) ARDA กำหนดแนวทางขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ “งานวิจัยไม่จบที่รายงาน แต่ไปสู่การใช้จริง” ผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่
1. การถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เกษตรกรและชุมชนเป้าหมาย เพื่อเพิ่มรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิต
2. การต่อยอดเชิงพาณิชย์ ร่วมกับภาคเอกชน เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่อุปทาน
3. การเชื่อมโยงสู่เชิงนโยบาย เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของภาครัฐในประเด็นสำคัญ เช่น EUDR PM2.5
และ Climate Change
ตัวอย่างผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นแล้ว เช่น ด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เกษตรกรและชุมชนเป้าหมาย ARDA
ได้สนับสนุนการพัฒนาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสม “UP227–UP242” ที่เหมาะกับพื้นที่หลังนาภาคเหนือโดยเฉพาะ ซึ่งผลจากการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ทำให้เกษตรกรผลิตพันธุ์เองได้ 25,000–36,000 กก. ผลผลิตเพิ่มขึ้นได้ผลผลิต 550 กก.ต่อไร่ จากเดิมได้เพียง 450 กก.ต่อไร่ ซึ่งช่วยรองรับอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ SMEs ด้านการต่อยอดเชิงพาณิชย์
ARDA ได้ร่วมกับภาคเอกชนแปรรูปใบอ่อนข้าวหอมมะลิสู่ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสุขภาพ “ชาใบข้าวจากใบอ่อนข้าวหอมมะลิ 105” ที่ได้มาตรฐาน GMP และ อย. ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกร 1,500–2,000 บาทต่อไร่ ด้านการเชื่อมโยงสู่เชิงนโยบายARDA ได้พัฒนาแพลตฟอร์ม EUDR Thailand Traceability Platform ทำหน้าที่เป็น ศูนย์กลางการจัดทำ Due Diligence Statement (DDS) ที่ช่วยลดความซ้ำซ้อนและข้อผิดพลาดในการจัดทำเอกสารซึ่งจะเป็นการช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้คู่ค้าในยุโรปและเป็นไปตามข้อกำหนดของ EU ที่ต้องพิสูจน์ได้ว่าไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า เป็นต้น
การแถลงทิศทางการสนับสนุนทุนวิจัยของ ARDA ในปี 2570 จึงไม่ใช่เพียงการสนับสนุนงานวิจัย แต่คือการ “เปลี่ยนบทบาทงานวิจัย” ให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง จากเกษตรที่พึ่งพาปัจจัยเดิม สู่เกษตรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เทคโนโลยี และตลาดโลกในวันที่กติกาโลกเปลี่ยนเร็วกว่าเดิม งานวิจัยจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนให้เกษตรกรไทยไม่อยู่เพียงในฐานะผู้ผลิตวัตถุดิบ แต่จะก้าวขึ้นเป็นผู้สร้างมูลค่าในเศรษฐกิจโลกได้อย่างมั่นใจ

















