นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ผลไม้ภาคตะวันออกที่กำลังจะออกสู่ตลาดในช่วงกลางเดือนเมษายน 2569 นี้ จึงได้สั่งการให้นายณฤทธิ์ บุญชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและตราด เพื่อหารือกับสหกรณ์ชาวสวนผลไม้ในการเตรียมความพร้อมรับมือผลผลิต ทั้งทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง และสละ โดยกรมฯ ได้วาง 4 มาตรการบริหารจัดการหลักเพื่อยกระดับราคาและรักษาเสถียรภาพของผลผลิต เริ่มจากการส่งเสริมให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรผลิตผลไม้ที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน GAP และพัฒนาสินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่นหรือ GI ตลอดจนสนับสนุนสถาบันเกษตรกรรวบรวมผลผลิตที่ได้มาตรฐานเพื่อส่งจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ
นอกจากนี้ มาตรการที่ 2 ยังเน้นการส่งเสริมการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยเฉพาะสินค้าตกเกรดหรือผลผลิตที่ตลาดไม่ต้องการ โดยกรมฯ จะสนับสนุนอุปกรณ์การตลาดที่จำเป็นในการแปรรูป ส่วนมาตรการที่ 3 คือการสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) เพื่อใช้รวบรวมและกระจายผลไม้ออกจากแหล่งผลิต และมาตรการสุดท้ายคือการเน้นเชื่อมโยงเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศ พร้อมประสานผู้ประกอบการเอกชน ผู้ส่งออก และห้างโมเดิร์นเทรดต่างๆ เข้ามารับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรผ่านสหกรณ์โดยตรง ควบคู่ไปกับการรณรงค์ประชาสัมพันธ์กระตุ้นการบริโภคตลอดฤดูกาล
อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวต่อว่า มาตรการทั้ง 4 ด้านนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร โดยมีสหกรณ์เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน เพื่อให้สินค้ามีตลาดรองรับที่แน่นอนในราคาที่เป็นธรรม ทั้งนี้ กรมฯ ยังได้รับงบประมาณสนับสนุนการกระจายผลไม้ประจำปี 2569 จากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 10,575,000 บาท ซึ่งครอบคลุมทั้งค่าขนส่ง บรรจุภัณฑ์ตะกร้าผลไม้กว่า 2 แสนใบ และการจัดงานแสดงสินค้า “Fresh From Farm” รวมถึงการอบรมมาตรฐานโรงงานคัดบรรจุเพื่อการส่งออกด้วย
ทางด้าน นายธนภัทร จ่าวินัจ ผู้จัดการสหกรณ์ส่งเสริมธุรกิจภาคการเกษตรจังหวัดตราด จำกัด เปิดเผยถึงสถานการณ์ในพื้นที่ว่า ทุเรียนจังหวัดตราดจะเริ่มให้ผลผลิตประมาณวันที่ 15 เมษายนนี้ โดยในวันที่ 20 เมษายน จะมีการลงนามสัญญาซื้อขายทุเรียน “ชะนีเกาะช้าง” ซึ่งเป็นสินค้า GI ของจังหวัดกับห้างท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต โดยเป้าหมายการรวบรวมผลผลิตปีนี้อยู่ที่ประมาณ 2,000 – 3,000 ตัน ซึ่งนอกจากจะส่งขายในโมเดิร์นเทรดเป็นหลักแล้ว ยังมีการส่งออกไปยังตลาดฮานอย ประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดหลักของเงาะและมังคุดอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ผู้จัดการสหกรณ์ฯ ยอมรับว่าราคาทุเรียนในปีนี้อาจไม่สูงเท่าช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้นจากพื้นที่ปลูกที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับสภาพอากาศเอื้ออำนวยทำให้ทุเรียนติดผลดี แต่เนื่องจากจังหวัดตราดมีทุเรียน GI ถึง 2 ชนิด คือ หมอนทองเขาบรรทัดและชะนีเกาะช้าง ทำให้สามารถกำหนดราคาเองได้ โดยการทำสัญญากับท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ตในวันที่ 20 เมษายนนี้ กำหนดราคาอยู่ที่ตันละ 120,000 บาท ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับสมาชิก
นายธนภัทร ระบุทิ้งท้ายว่า นอกจากการส่งห้างโมเดิร์นเทรดและตลาดค้าส่งรายใหญ่อย่างตลาดไทแล้ว สหกรณ์ยังเตรียมเชื่อมโยงเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศเพื่อกระจายสินค้า และเพื่อความยั่งยืนในอนาคต ได้มีการหารือร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ในการเตรียมแผนแปรรูป “เงาะสีทองตราด” เป็นเงาะกระป๋อง เนื่องจากจังหวัดตราดเป็นแหล่งปลูกเงาะที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาดและสร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกรชาวสวนผลไม้ได้อย่างแท้จริง

















