วันพฤหัสบดี 25 มิถุนายน 2026
หน้าแรก หน้าข่าว ปลาแปลกสวยงาม “ปลาเถื่อนผู้รุกราน” ตัวจริง ต้องขึ้นบัญชีดำ ผิดกฎหมายทั้งห่วงโซ่

ปลาแปลกสวยงาม “ปลาเถื่อนผู้รุกราน” ตัวจริง ต้องขึ้นบัญชีดำ ผิดกฎหมายทั้งห่วงโซ่

กรณีปลาหมอคางดำ (Blackchin tilapia) ที่เป็นจุดสนใจของสังคมตลอดช่วงปีที่ผ่านมา ถึงวันนี้เรื่องนี้เดินหน้าไปไกลกว่าข้อกล่าวหาเดิมๆ ย้ำคิดย้ำทำกับการหาตัวคนผิด จะเป็นการวกวน เพื่อรอการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่โปรงใส หากที่สุดศาลพิจารณาจากหลักฐานที่ทั้งโจทก์และจำเลยนำมาแสดง แล้วตัดสินให้คนที่สังคมตีตราอย่าง “บริษัทผู้นำเข้า” เป็นผู้บริสุทธิ์ จะเกิดประเด็นใหม่ขึ้นมาอุทธรณ์อีกหรือไม่ ก็ต้องติดตามกันใกล้ชิด

วันนี้ สังคมยังรับรู้ข้อเท็จจริงแบบ “บิดเบี้ยว” ว่าปลาหมอคางดำ เป็น “ปลาต่างถิ่นผู้รุกรานหนึ่งเดียว” ขณะที่ปลาแปลก ( Exotic Fish) หรือปลาแปลกสวยงาม อื่นๆ ที่อันตรายพอๆ กันหรือมากกว่า และอยู่ในบัญชี “สัตว์น้ำต่างถิ่นต้องห้าม” ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี 2561 และอาจก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงไม่แพ้ปลาหมอคางดำ เช่น ปลาซัคเกอร์ (Plecostomus), ปลาช่อนอเมซอน (Arapaima), ปลาหมอครอสบรีด (Flowerhorn), ปลาเรดเทลแคทฟิช, ปลากระเบนหางสั้น (Potamotrygon sp.), ปลาสเตอร์เจียน (Acipenser sp.) ปลาปิรันยา ฯลฯ กลับพบว่ามีการขายกันแพร่หลายในตลาดปลาสวยงามชื่อดังของประเทศไทย ทั้งจตุจักร, Fish Village (ราชบุรี), ตลาดไท และตลาดต้นไม้คลองสิบ ที่สามารถขายได้อย่างเปิดเผย กฎหมายเข้าไปไม่ถึง หรือว่าเรายอมรับได้เพราะมันสวยงาม

นับเป็นเรื่องน่าตกใจ คือ แม้ปลาเหล่านี้ผิดกฎหมาย แต่กลับยังขายได้อย่างเสรี ไม่มีการจับกุม ไม่มีมาตรการควบคุมจริงจัง และไม่มีการรายงานผลกระทบที่ชัดเจน มองให้ลึกลงไปด้วยใจที่เป็นธรรม จะพบว่า…ปลาหมอคางดำอาจไม่ใช่ผู้ร้ายตัวจริงเพราะขณะที่สังคมเพ่งเล็งไปที่ปลาชนิดเดียว “ปลา exotic” อีกจำนวนมากที่ผิดกฎหมาย ยังวางขายอย่างเปิดเผยในโดยไม่มีใครแตะต้อง เราควรจะสร้างการรับรู้ให้สังคม และกระตุ้นให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องจัดการกับปัญหานี้โดยเร็ว

ถ้าสังคมเปิดใจพิจารณาจากข้อเท็จจริงของปลาหมอคางดำ ที่ถูกโจมตีหนักทั้งที่ไม่เคยอยู่ในตลาดสดและตลาดปลาสวยงาม แต่ถูกนำเข้ามาโดยบริษัทเอกชนที่มีชื่อเสียงเพียงรายเดียว ภายใต้ใบอนุญาตเพื่อ “การวิจัย” และ “ระบบปิด” เท่านั้น ที่สำคัญไม่เคยวางขายในเชิงพาณิชย์ ไม่มีการกระจายสู่ตลาดสัตว์เลี้ยง และถึงแม้จะมีรายงานว่าพบแพร่กระจายตามแหล่งน้ำธรรมชาติ แต่ยังขาดข้อมูลยืนยัน 100% ว่าการระบาดมาจากการเลี้ยงที่ผิดวัตถุประสงค์หรือการกระทำโดยเจตนา

ขณะเดียวกัน ปลาหมอคางดำมีคุณค่าทางอาหารสูง มีศักยภาพในการพัฒนาสายพันธุ์ และใช้ในงานวิจัยด้านความมั่นคงทางอาหาร หากบริหารจัดการอย่างถูกต้อง ปลาชนิดนี้อาจเป็น “โอกาส” ไม่ใช่ “ภัย” อย่างที่ถูกกล่าวหา

ความเหลื่อมล้ำด้านความยุติธรรมที่ต้องพูดถึง คือ การที่ปลาหมอคางดำถูกตีตราว่าเป็นปลาสายพันธุ์ต่างถิ่นที่อันตรายที่สุด ทั้งที่มีข้อมูลทางวิชาการ และอยู่ภายใต้ระบบอนุญาตแบบจำกัดวง ขณะที่ปลา exotic สายพันธุ์อื่นกลับ “ขายเป็นแฟชั่น” ในตลาดปลาได้โดยปราศจากการตรวจสอบและถูกต้องตามกฎหมาย

เหล่านี้ สะท้อนให้เห็น ว่า ระบบการบังคับใช้กฎหมายที่เลือกปฏิบัติ (selective enforcement) ทำไมปลาผิดกฎหมายบางชนิดยัง “อยู่รอดปลอดภัย” ในตลาดปลาสวยงาม? เหตุใดจึงไม่มีการสื่อสารถึงอันตรายของสายพันธุ์เหล่านั้นเหมือนที่เกิดกับปลาหมอคางดำ? และที่สำคัญ… ใครได้ประโยชน์จากการเพ่งเล็งปลาชนิดเดียว? เหล่านี้ไม่ใช่เพียงปัญหาด้านระบบนิเวศ แต่เป็นคำถามถึงความเท่าเทียมในการตีความกฎหมาย และเจตนาของผู้ควบคุมเชิงนโยบาย

ถึงเวลาที่ไทยต้องมองปัญหาอย่างเป็นระบบ “เลิกการบิดเบือน” หากไทยต้องการปกป้องระบบนิเวศไทยอย่างแท้จริง การเพ่งเล็งที่ปลาชนิดเดียวไม่อาจเพียงพอ แต่ต้องดำเนินการปราบปรามการค้าปลา exotic ผิดกฎหมายในตลาดอย่างจริงจัง ควบคู่กับการตรวจสอบแหล่งนำเข้า–ฟาร์มเลี้ยง–ร้านค้ารายใหญ่, รณรงค์ความรู้สู่ประชาชนว่า “ปลา exotic ก็อันตรายไม่แพ้กัน” และที่สำคัญต้องตรวจสอบ “ผลประโยชน์” และเครือข่ายผู้อยู่เบื้องหลังการชี้นำสังคม

สังคมไม่ควรตีตราปลาหมอคางดำให้เป็นแพะรับบาปของระบบที่บกพร่อง “ปลาเถื่อน” ที่กำลังขายอยู่ทุกวันในตลาดสวยงามของไทยควรถูกขึ้น “บัญชีดำ” จึงถึงเวลาที่สังคมไทยต้องตั้งคำถามว่าใครคือ “ภัยร้าย” ต่อระบบนิเวศที่แท้จริง?./

เอมอร อัมฤก นักวิชาการอิสระ