เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 คณะกรรมการค่าจ้าง (ไตรภาคี) มีมติให้ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 400 บาทในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และบางกิจการในต่างจังหวัด โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป
ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย เปิดเผยว่า ขอแสดงความห่วงใยอย่างยิ่งต่อผลกระทบที่ผู้ประกอบการ SMEs ทั่วประเทศจะต้องเผชิญจากมติดังกล่าว ซึ่งหลายฝ่ายในภาคธุรกิจมองว่าเป็นการดำเนินนโยบายที่เร็วและรุนแรงเกินไป ในช่วงที่เศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะเปราะบาง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็กและกลางที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนและกำลังคน

ประเด็นความกังวลสำคัญจากสมาพันธ์ฯ
- ค่าแรงเพิ่งมีการปรับขึ้นไปเมื่อ 1 ม.ค. 2568 ผลกระทบจากรอบก่อนยังไม่ทันคลี่คลาย
- เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในช่วงเปราะบาง การเพิ่มภาระต้นทุนซ้ำซ้อนอาจผลักผู้ประกอบการให้ปิดกิจการหรือเลิกจ้าง
- ธุรกิจบริการและก่อสร้างซึ่งใช้แรงงานเป็นต้นทุนหลัก จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
- โครงการที่มีราคาสัญญาตายตัว เช่น งานภาครัฐ งานโครงการ ไม่สามารถปรับราคาได้ทันที ทำให้ขาดทุนหรือถูกบีบให้ทิ้งงาน
- การปรับขึ้นค่าแรงในกรุงเทพฯ กว่า 7.2% ถือว่าสูงมาก เมื่อเทียบกับสภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว
- กลุ่มแรงงานขั้นต่ำจำนวนมากยังขาดทักษะหรือประสบการณ์ที่สอดคล้องกับค่าแรง 400 บาท/วัน
- ไม่มีโรดแมปหรือหลักการที่ชัดเจนในการกำหนดนโยบายค่าแรง ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
- แนวโน้มที่ผู้ประกอบการจะลดขนาดแรงงานประจำ หันไปจ้างงานนอกระบบ เสี่ยงต่อเสถียรภาพแรงงานในระยะยาว
ประธานสมาพันธ์ SME ไทย กล่าวว่า ขอให้รัฐบาลทบทวนมติการขึ้นค่าแรง400บาทอย่างเร่งด่วน! เพื่อไม่ให้ส่งผลต่อผู้ประกอบการ SMEs และเศรษฐกิจไทยโดยภาพรวม
จรัญ ชุ่มเงิน รายงาน

















