วันที่ ๒๗ มกราคมของทุกปีกำหนดให้เป็นวันรำลึกถึงเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว (โฮโลคอสต์) เพื่อให้ผู้คนไม่ลืมบรรดาเหยื่อจากเหตุการณ์นี้ และเพื่อยืนยันถึงความมุ่งมั่นของประชาคมโลกที่จะป้องกันการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และการต่อต้านความเกลียดชัง วันนี้เป็นวันที่เรารำลึกถึงชาวยิวหกล้านคน รวมถึงเด็กๆ หนึ่งล้านคน ที่ต้องสูญเสียชีวิตและทนทุกข์ทรมานภายใต้การปกครองของนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
สำหรับปีนี้ เป็นวาระครบรอบ ๘๐ ปีของเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวและการปลดปล่อยค่ายเอาชวิทซ์-เบอร์คาเนา สถานเอก อัครราชทูตอิสราเอลได้จัดพิธีเพื่อรำลึกถึงความโหดร้ายที่เกิดขึ้นในอดีต โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการศึกษาเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว ทั้งนี้ ค่ายเอาชวิทซ์-เบอร์คาเนาเป็นค่ายกักกันและค่ายสังหารของนาซีที่ใหญ่ที่สุดและเป็นที่รู้จักกันมากที่สุด ได้รับการปลดปล่อยเมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๘ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์สำคัญอีกเหตุการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์
พิธีเริ่มด้วยการจุดเทียนรำลึกหกเล่ม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงชีวิตของชาวยิวหกล้านคนที่สูญเสียไปในเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว นางออร์นา ซากิฟ เอกอัครราชทูตอิสราเอล กล่าวเปิดงานโดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการจดจำเหตุการณ์นี้ รวมถึงการต่อสู้กับการต่อต้านชาวยิวและการไม่ยอมรับความแตกต่าง
งานนี้ยังได้รับเกียรติจากดร. แอ็นสท์ ไรเชิล เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเยอรมนี ผู้กล่าวถึงบทบาทของเยอรมนีที่ให้ความมั่นใจว่าจะไม่ลืมโศกนาฏกรรมในอดีต ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ตุลย์ อิศรางกูร ณ อยุธยา จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แบ่งปันข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการให้ความรู้แก่คนรุ่นใหม่เกี่ยวกับเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว
พิธีสิ้นสุดลงด้วยการสนทนาเกี่ยวกับบทเรียนที่ได้จากเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวและความเกี่ยวข้องของบทเรียนเหล่านั้นในโลกปัจจุบัน ผู้เข้าร่วมพิธีได้แสดงความเห็น และให้ความสำคัญของการรักษาความทรงจำเกี่ยวกับโฮโลคอสต์ เพื่อป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมในลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก
โฮโลคอสต์ผ่านไปแล้ว ๘๐ ปี แต่เหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันก็ยังคงเกิดขึ้น โศกนาฏกรรมเช่นการโจมตีอิสราเอลอย่างโหดเหี้ยมของกลุ่มก่อการร้ายฮามาสเมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ เป็นเครื่องเตือนใจว่า ความเกลียดชังและการไม่ยอมรับผู้แตกต่าง ยังคงเป็นภัยคุกคามต่อมนุษยชาติ ดังนั้น นานาประเทศทั่วโลกจึงต้องร่วมมือกัน ยึดมั่นในพันธสัญญาที่จะส่งเสริมให้ประชาคมโลกมีความอดทนอดกลั้น มีความเข้าใจกัน และสร้างสันติภาพ เพื่อให้มั่น่ใจว่า เหตุการณ์อันน่าสพรึงกลัวในอดีตต้องไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต

เอกอัครราชทูตอิสราเอลกล่าวว่า “เป็นหน้าที่ของเราที่จะทำให้มั่นใจว่าความโหดร้ายเช่นนั้นจะไม่หวนกลับมาอีก ให้เราชี้นำเยาวชนของเราในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของเราที่จะทำให้โลกนี้ดียิ่งขึ้นเพื่อคนรุ่นต่อๆ ไป”

















