กรุงเทพมหานคร, ประเทศไทย – เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า สมาคมเกษตรกรรมเยอรมัน (DLG – The German Agricultural Society) และ บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จำกัด (VNU Asia Pacific Co. Ltd.) ได้พิธีเปิดงานอะกริเทคนิก้า เอเชีย และฮอร์ติ เอเชีย ประจำปี 2567 (AGRITECHNICA ASIA และ HORTI ASIA 2024) ทั้งนี้ กำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 22-24 พฤษภาคม 2024 ณ ฮอลล์ 98-99 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 10:00 ถึง 18:00 น. โดยมี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเจ้าภาพร่วม
สำหรับ งานอะกริเทคนิก้า เอเชีย และฮอร์ติ เอเชีย ถือเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตร รวมถึงเทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ งานนี้ไม่ได้มีเพียงเวทีเพื่อการนำเสนอเทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการเกษตรที่ทันสมัย หรือเวทีสำหรับการเจรจาธุรกิจสำหรับผู้ผลิตเพื่อการเกษตรจากทั่วโลกกับผู้ประกอบการภาคเกษตรในเอเชียเท่านั้น แต่ยังเน้นการส่งเสริมความร่วมมือเพื่อผลักดันการปฏิบัติที่ยั่งยืนและการแก้ปัญหาที่ครอบคลุม เพราะการแก้ปัญหาเหล่านี้ต้องการความร่วมมืออย่างเต็มที่จากพลเมืองทั่วโลกในการร่วมมือกันเพื่อสร้างอนาคตที่ดี ที่ยั่งยืนสำหรับธุรกิจการเกษตรและสิ่งแวดล้อม
ภายในงานพบกับการเปิดตัวเทคโนโลยีและนวัตกรรมล่าสุดจากผู้แสดงสินค้ามากกว่า 320 ราย รวมถึงผู้ผลิตทางการเกษตรและพืชสวนชั้นนำของโลก เช่น แบรนด์ เนต้าฟิม (Netafim), คลาสมาน-เดลมันน์ (Klasmann-Deilmann), ดูมเมน ออ-เร้นจ์ (Dummen Orange), จอน เดียร์ (John Deere), มาฮินทรา แอนด์ มาฮินทรา (Mahindra & Mahindra), แอ๊คโค่ (AGCO), ซีเอ็นเอช – นิว ฮอลแลนด์ (CNH – New Holland) และคลาส (CLAAS) โดยบริษัทเหล่านี้จะนำเสนอเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยั่งยืนในการเกษตร
นอกจากนี้ ยังเป็นความร่วมมือระหว่างคณะผู้จัดงานฯ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการจัดเวทีเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรระดับโลกให้กับเกษตรกรไทยกว่า 1,000 คน ผ่านการนำชมงานเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และประสบการณ์ที่มีค่า รวมถึงแนวทางการปฏิบัติโดยการนำนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้เพื่อปรับปรุงเทคนิคการทำฟาร์มให้เหมาะสมกับพื้นที่ในท้องถิ่น

ศ.ดร. สัตวแพทย์หญิง แคทารีน่า รีห์น (Prof. Dr. Med. Vet. Katharina Riehn) รองประธานและประธานกรรมการ สมาคมเกษตรกรรมเยอรมัน, กล่าวว่า “ความร่วมมือคือหัวใจหลักของการแก้ไขปัญหา นั่นคือที่มาของธีมการจัดงานในปีนี้ ‘การร่วมสร้างสรรค์และเครือข่ายที่ยั่งยืน’ (Co-Creation and Sustainable Networks) สำหรับการจัดงาน อะกริเทคนิก้า เอเชีย และฮอร์ติ เอเชีย ประจำปี 2567 ได้สร้างสถิติใหม่ ด้วยการขยายขนาดของพื้นที่การจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากการจัดงานในครั้งผ่านมา”

นางปนัดดา ก๋งม้า รองประธานฝ่ายธุรกิจ บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จำกัด กล่าวว่า คณะผู้จัดงานฯ มีความตั้งใจที่จะผลักดันการพัฒนาด้านการเกษตรที่ยั่งยืนในเอเชีย โดยมีการจัดการแสดงสินค้าด้านการเกษตรและพืชสวน จากแบรนด์ระดับโลกมากกว่า 353 แบรนด์ และการจัดให้มีสัมมนามากกว่า 50 หัวข้อ เป้าหมายของเราคือการทำให้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางธุรกิจด้านการเกษตรและพืชสวนชั้นนำของโลกในเอเชีย ซึ่งตลาดการเกษตรในเอเชียกำลังเติบโตอย่างมาก โดยเฉพาะในส่วนของการปลูกพืชในเรือนกระจกที่มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 12% จากปี 2022 ถึง 2027″

นาย อรรถกร ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ในนามของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งประเทศไทย รู้สึกภูมิใจในฐานะเจ้าภาพร่วมการจัดงานสำคัญในครั้งนี้ ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจะสามารถกำหนดอนาคตของภาคการเกษตรให้ตอบสนองต่อความต้องการในปัจจุบันได้ ในขณะเดียวกันจะยังสามารถช่วยรักษาทรัพยากรไว้สำหรับวันข้างหน้าได้ ความมุ่งมั่นต่อการพัฒนาและประยุกต์ใช้ของเทคโนโลยีอัจฉริยะและนวัตกรรมด้านการเกษตรถือเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความมั่นคงทางอาหารทางกระทรวงฯ พร้อมที่จะสนับสนุนโครงการที่ส่งเสริมการปฏิบัติทางการเกษตรที่ยั่งยืนและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อประโยชน์ของเกษตรกรชาวไทย”
ส่วน นาย จิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน), กล่าวเพิ่มเติมว่า “งานอะกริเทคนิก้า เอเชีย และฮอร์ติ เอเชีย กำลังมอบโอกาสให้กับอุตสาหกรรมเกษตรของเรา การรวบรวมนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเกษตรและพืชสวนล่าสุดจากประเทศไทยและทั่วเอเชีย ทำหน้าที่เป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนความรู้ องค์ความรู้ทางเทคโนโลยี เครือข่ายของผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อการขยายและเชื่อมต่อธุรกิจ การจัดงานครั้งนี้ดึงดูดผู้เชี่ยวชาญทั้งในระดับนานาชาติและระดับท้องถิ่นที่กระตือรือร้นที่จะแบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด เรียนรู้นวัตกรรมใหม่ และสร้างความร่วมมือที่จะขับเคลื่อนการเติบโตของภาคเกษตรในอนาคต”
ส่วนการสัมมนาในงาน มีหัวข้อที่น่าสนใจดังนี้
- หัวข้อ: เทคโนโลยีสำหรับการเกษตรที่ยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อย จัดโดย องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (Deutsche Gesellschaft für Internationale Zusammenarbeit (GIZ) GmbH) และสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง (Mekong Institute).
- หัวข้อ: การลดมลพิษทางอากาศผ่านการหลีกเลี่ยงการเผาไหม้ในที่โล่งทางการเกษตร จัดโดย เฟรนด์ ออฟ ไทย อะกริคัลเชอร์ (FTA) สำหรับหัวข้อนี้ดำเนินรายการโดย ดร. ไกส์ ทูนิสเซ่น ( Gijs Theunissen) อัครราชฑูตที่ปรึกษา (ฝ่ายเกษตร) – สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ ประจำประเทศไทย และนางสาวอาน่า แคโรไลน่า มิแรนดา ลามี่ (Ms. Ana Carolina Miranda Lamy) อัครราชฑูตที่ปรึกษา (ฝ่ายสถานเอกอัครราชทูตบราซิลประจำประเทศไทย และมีผู้ร่วมอภิปรายประกอบอีกมากมาย
- หัวข้อ: แนวคิดการสร้างรายได้จากเครดิตคาร์บอนในภาคพลังงานและการเกษตร จัดโดยธนาคารโลก ซึ่งมีนาย ขวัญพัฒน์ สุทธิธรรมกิจ เจ้าหน้าที่อาวุโสธนาคารโลก จะอภิปรายเกี่ยวกับวิธีการใช้เครดิตคาร์บอนในภาคการเกษตรเพื่อส่งเสริมการปฏิบัติที่ยั่งยืนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
- การอภิปรายโดยสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (International Rice Research Institute – IRRI) โดยสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ โดยจะเน้นไปที่ “กฎระเบียบและมาตรฐานสำหรับการพัฒนาตลาดคาร์บอน” และ “การจัดการติดตาม การรายงาน และการทวนสอบให้สอดคล้องกับการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศ”
นอกจากนี้ ยังมีผู้แสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเกษตรจากทั่วโลกกว่า 353 ราย จาก 28 ประเทศ คณะผู้จัดงานฯ ได้จัดเตรียมเวทีที่สร้างแรงจูงใจสำหรับการเข้าชมงานในครั้งนี้ ซึ่งจะเปิดโอกาสทางธุรกิจที่ดีให้กับผู้เข้าร่วมงานได้มีส่วนร่วมโดยตรงกับผู้ผลิตชั้นนำและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม รวมถึงโอกาสในการพิจารณาความร่วมมือที่เป็นไปได้ และค้นพบแนวโน้มของตลาดใหม่ ถือเป็นโอกาสพิเศษในการทำความรู้จักกับผู้ประกอบการสำคัญๆ ในอุตสาหกรรม และถือเป็นการเปิดรับข้อมูลเชิงลึกอันมีค่า ในการขับเคลื่อนธุรกิจด้านการเกษตรไปข้างหน้าในตลาดเกษตรกรรมที่กำลังเติบโตของเอเชีย
ทั้งนี้ ผู้จัดงาน คาดหวังว่า เกษตรกร ผู้ประกอบการด้านการเกษตร รวมถึงผู้เข้าร่วมงานทุกท่านจะได้มีโอกาสในการสำรวจนวัตกรรมด้านการเกษตรที่ทันสมัยและหลากหลาย รวมถึงการเข้าร่วมฟังการสัมมนาที่ให้ความรู้ อีกทั้งยังสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้นำในอุตสาหกรรม นี่เป็นโอกาสของเกษตรกรและผู้ประกอบการด้านการเกษตรในการใช้ประโยชน์จากเวทีนี้ในการเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการสร้างผลกระทบที่ยั่งยืนต่อการเกษตรและโลกของเรา อย่างก้าวหน้าและยั่งยืน

















