ประเทศไทยจะไม่ขยับไปไหน เศรษฐกิจไทยจะไม่พัฒนา แล้วคนไทยจะลืมตาอ้าปากได้อย่างไร หากวันนี้เรายังไม่หยุดบิดเบือนข้อมูล เอาประเทศมาเป็นเหยื่อ เพียงเพราะมุ่งผลประโยชน์ทางการเมือง
ช่วงที่ผ่านมานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าง “ดิจิทัลวอลเล็ต” ซึ่งผลักดันโดยรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ได้รับเสียงวิจารณ์มากมาย โดยเฉพาะประเด็นเอื้อผลประโยชน์ให้นายทุนทั้งหลาย กรณีนิยามของคำว่าร้านค้าปลีกขนาดเล็กที่พยายามโจมตีร้านสะดวกซื้อ
วันวาน นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้ข่าวผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีการขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายหลังจากประชุมหารือไปแล้วหลายรอบจนได้ข้อสรุปหลักเกณฑ์ของโครงการนี้ จะมีผู้มีสิทธิถึง 50 ล้านคน อายุ 16 ปี ขึ้นไปดยการใช้จ่ายสามารถใช้ได้ในพื้นที่ตามอำเภอทะเบียนบ้าน ที่ร้านค้าปลีกขนาดเล็ก โดยกระทรวงพาณิชย์จะเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ว่าจะหมายถึงร้านใดบ้าง นั่นหมายความว่า ในพื้นที่ทั้งอำเภอของผู้ลงทะเบียนและได้รับสิทธิ ใครสะดวกไปใช้ที่ไหนก็เปิดกว้างไปใช้ได้เลย สิทธิอยู่ในมืออยู่ที่การตัดสินใจเองของทุกคน
ข้อมูลที่น่าสนใจก็คือ จากตัวเลขการลงทะเบียนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งของรัฐบาลชุดที่แล้ว มีมากถึง 1.2 ล้านร้าน ซึ่งร้านเหล่านี้มีโอกาสสูงที่จะเข้าร่วมโครงการดิจิทัลวอลเล็ตในครั้งนี้เช่นกัน ดังนั้นเมื่อเปรียบกันแล้ว จำนวนร้านสะดวกซื้อที่เป็นธุรกิจของเจ้าสัวทุกค่ายรวมกันอยู่ที่ประมาณ19,500 ร้าน ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนร้านขนาดเล็กทั้งหมด
ที่สำคัญร้านค้ามือ 1 ที่รับเงินดิจิทัลจากประชาชนมาแล้ว ยังไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ แต่ต้องเอาเงินนี้ไปซื้อของต่ออีกรอบ ซึ่งรอบนี้สามารถซื้อข้ามจังหวัดได้ และผู้ที่จะขึ้นเงินได้จะต้องเป็นเงินดิจิทัลที่ผ่านการใช้มาแล้ว 2 รอบเป็นอย่างต่ำ ร้านสะดวกซื้อเองไม่ได้ผลิตสินค้าเอง แต่เป็นช่องทางจัดจำหน่าย ก็ต้องนำเงินดิจิทัลอย่างน้อย 60-70% ไปซื้อของมาขายต่ออีกอยู่ดี ข้อนี้ชัดเจนว่ามีความพยายามสร้างเข้าใจคลาดเคลื่อนเกินจริงเรื่องเม็ดเงินที่ไหลเข้ากระเป๋าเจ้าสัว เพราะเงินส่วนนี้จะถูกกระจายสู่ระบบเศรษฐกิจ ไปที่ผู้ผลิตสินค้า ก่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เกิดการการจ้างงาน
อีกด้านการนำเงินดิจิทัลมาใช้ต่อรอบที่ 2 เป็นอย่างน้อย ก่อนที่เงินจำนวนนั้นจะเปลี่ยนเป็นเงินสดได้นั้น มีข้อกำหนดว่า ร้านค้าที่รับจะต้องอยู่ในระบบภาษีของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีนิติบุคคล หรือภาษีบุคคลธรรมดา ตามมาตรา 40 (8) นี่จะเป็นการสร้างรายได้เข้ารัฐโดยตรง เพื่อนำเงินส่วนนี้มาพัฒนาประเทศต่ออีก
ประโยชน์ที่ของโครงการนี้ในปีงบประมาณ 2568 จะสามารถกระตุ้น GDP ได้ร้อยละ 1.2 - 1.8% และผลของการกระตุ้นไม่ได้จบเพียงปีเดียว โดยนักวิชาการกระทรวงการคลัง ได้วิเคราะห์จากข้อมูลตัวเลขพบว่า แนวโน้มของการกระตุ้นเศรษฐกิจส่วนใหญ่ครอบคลุม 3-4 ปี โดยนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตซึ่งกำกับควบคุมว่าจะต้องใช้กับการซื้อสินค้าที่มีผลต่อ GDP สูง เพราะให้ใช้ได้กับสินค้าอุปโภคบริโภคเท่านั้น ไม่สามารถซื้อของออนไลน์ และของอบายมุขได้ ก็จะก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนประมาณ 3.2 - 3.5 รอบ กลายเป็นตัวทวีคูณทางการคลังประมาณ 1.2 - 1.4 เท่าของเม็ดเงิน 5 แสนล้านที่ใส่ไป หรือประมาณ 650,000 ล้านบาทซึ่งจะเป็นตัวเลข GDP ที่จะโตใน 3 ปีต่อจากนี้
ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นชัดถึงประโยชน์ภาพรวมต่อเศรษฐกิจ ตัวเลขไม่เคยโกหก แต่วาจาที่เจตนาพูดไม่หมด เพื่อสร้างความแตกแยกโดยไม่แคร์ว่าประเทศจะได้รับผลกระทบ น่าจะถึงเวลาต้องเปิดหูเปิดตา คิดถึงประโยชน์สาธารณะได้แล้ว

















