เกาะติดแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง องค์คณะชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์อ่านคำพิพากษา “นายสุเทพ เทือกสุบรรณ” กับพวก ไม่มีความผิดคดีทุกจริตก่อสร้างโรงพัก 396 แห่งทั่วไทย
22 ส.ค.66/ ที่ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษา หลังจากที่ศาลได้นัดอ่านคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ กรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ พร้อมพวก 6 คน ในคดีร่วมกันกระทำผิดต่อหน้าที่ราชการในการจัดจ้างโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจทดแทน และโครงการก่อสร้างอาคารที่พัก หรือแฟลตตำรวจ จำนวน 396 แห่ง ซึ่งเป็นคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง
ขณะเดียวกัน นายสวัสดิ์ เจริญผล ทนายความของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนช่วงเช้าวันนี้ว่า ชั้นอุทธรณ์ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นชั้นสุดท้ายแล้ว ส่วนความมั่นใจนั้นทั้งทีมทนายและนายสุเทพ ก็มั่นใจ ไม่มีความกังวล ไม่มีความตื่นตระหนก เพราะกระบวนการต่างๆ ได้ผ่านมาหมดแล้ว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่ได้นำเสนอต่อศาลชั้นต้นไปหมดแล้วและได้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ หลังจากเรารอคอย ป.ป.ช.สอบสวนมานานกว่า 10 ปี วันนี้ทุกอย่างจะเป็นไปตามกระบวนการ และในชั้นนี้ไม่มีการยื่นพยานเพิ่มเติมใดๆ เรายังคงเชื่อมั่นในความยุติธรรมตามที่ได้ต่อสู้มาตั้งแต่แรก
อย่างไรก็ตาม สำหรับรายละเอียดขององค์คณะชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ได้อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อม.อธ.๑๑/ ๒๕๖๒ คดีหมายเลขแดงที่ อม.อธ. /๒๕๖๖ ระหว่าง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ โจทก์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ ๑ กับพวก นั้น มีดังนี้

วันนี้(22 ส.ค.) เวลา 10 นาฬิกา
องค์คณะชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ได้อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อม.อธ.๑๑/ ๒๕๖๒ คดีหมายเลขแดงที่ อม.อธ. /๒๕๖๖ ระหว่าง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ โจทก์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ ๑ พลตำรวจเอกปทีป ตันประเสริฐ ที่ ๒ พลตำรวจตรีสัจจะ คชหิรัญ ที่ ๓ พันตำรวจโทสุริยา แจ้งสุวรรณ์ ที่ ๔ บริษัทพีซีซี ดีเวลล็อปเม้นท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ที่ ๕ นายวิศณุ วิเศษสิงห์ ที่ ๖ จำเลย
คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ ๒ รักษาราชการแทน บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการประกวดราคาโครงการ ก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจ (ทดแทน) จำนวน ๓๙๖ หลัง วงเงิน ๖,๒๙๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท เมื่อ ระหว่างวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๒ ถึงวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๖ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ร่วมกันกระทำความผิด โดยมีจำเลยที่ ๕ และที่ ๖ เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔
กล่าวคือ ในการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งที่ ๗/๒๕๕๒ เมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการ โครงการตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอ โดยให้กระจายการจัดซื้อจัดจ้างไปยังหน่วยงานในสังกัด (ตำรวจภูธรภาค และตำรวจภูธรจังหวัด) มติคณะรัฐมนตรีย่อมมีผลผูกพันจำเลยที่ ๑ ต่อมาจำเลยที่ ๒ มี บันทึกขออนุมัติยกเลิกแนวทางการจัดจ้างแยกการเสนอราคาเป็นรายภาค และขออนุมัติประกวดราคา จัดจ้างทุกอาคารรวมกันในครั้งเดียว จำเลยที่ ๑ อนุมัติโดยไม่นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา มีผลทำให้ราคา กลางมีวงเงินจำนวน ๖,๓๘๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งสูงกว่าราคากลางเดิม ๖,๑๐๐,๕๓๘,๙๐๐ บาท และทำให้ไม่สามารถคัดเลือกผู้เสนอราคาเพื่อดำเนินการตามโครงการให้แล้วเสร็จตามเป้าหมายได้

เนื่องจากจำเลยที่ ๕ โดยจำเลยที่ ๖ เสนอราคาต่ำกว่าความเป็นจริง ต่อมาจำเลยที่ ๕ โดยจำเลยที่ ๖ ยื่นบัญชีแสดงปริมาณวัสดุ และราคาในการก่อสร้าง (Bill of Quantities หรือ BOQ) เสนอราคาของเสาเข็มต่ำกว่าราคากลางของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติถึงหน่วยละ ๓,๘๔๐ บาท และต่ำกว่าราคาของกองดัชนีเศรษฐกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ถึงหน่วยละ ๕,๕๓๐ บาท จำเลยที่ ๓ รับเอกสารของจำเลยที่ ๕ ไว้แล้วมอบให้จำเลยที่ ๔ โดยไม่นำเสนอบัญชีปริมาณวัสดุและราคาในการก่อสร้างต่อคณะกรรมการประกวดราคา เป็นการมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันในการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่จำเลยที่ ๕ ในการคิดคำนวณส่วนต่างกรณีมีงานลด หรืองานเพิ่มจากการตอกเสาเข็ม
จำเลยที่ ๕ ก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามสัญญา เป็นเหตุให้สำนักงานตำรวจ โดยงานประชาสัมพันธ์ แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ฉบับที่ วันอังคารดีที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๖ [2] แห่งชาติได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๑ มาตรา ๑๕๗ พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิด เกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๒ จำเลยที่ ๕ และที่ ๖ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๑
ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖ พระราชบัญญัติว่า ด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ ประกอบประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา ๘๖ จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ วันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๖๕ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่า พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์เมื่อวันที่ และจำเลยที่ ๒ อุทธรณ์เมื่อวันที่ องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์มีคำพิพากษาว่า ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ ๑ กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ต้องพิจารณาว่า มติคณะรัฐมนตรีครั้งที่ ๗/๒๕๕๒ เมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ได้อนุมัติหลักการซึ่งรวมถึงวิธีการจัดจ้างโดยให้กระจายการจัดจ้างไปยังหน่วยงานในสังกัดในภูมิภาคด้วย
อันมีผลผูกพันให้จำเลยที่ ๑ มีหน้าที่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อขออนุมัติเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดซื้อจัด จ้างหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. ๒๕๔๘ มาตรา ๑๐ กำหนดว่า ให้หน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นเจ้าของเรื่องกำหนดประเด็นที่ประสงค์จะให้คณะรัฐมนตรีมี มติอนุมัติให้ความเห็นชอบหรือมีมติในเรื่องใดให้ชัดเจน ถ้าคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ความเห็นชอบ หรือมีมติในเรื่องที่เสนอ ให้ถือว่ามติคณะรัฐมนตรีมีผลผูกพันเฉพาะหลักการแห่งประเด็นที่เสนอ เว้นแต่มติของ คณะรัฐมนตรีจะระบุไว้ชัดเจนถึงรายละเอียดที่อนุมัติ เห็นชอบ หรือมีมติ แสดงว่ารายละเอียดข้อใดที่มติคณะรัฐมนตรีไม่ได้ระบุไว้ชัดเจนย่อมไม่ถือว่ามีผลผูกพัน

อย่างไรก็ตาม ซึ่งเมื่อพิจารณาจากมติคณะรัฐมนตรีครั้งที่ ๗/๒๕๕๒ แล้ว ไม่มีข้อความระบุอย่างชัดเจนถึงรายละเอียดในเรื่องวิธีการจัดซื้อจัดจ้างว่าจะต้องดำเนินการโดยแยกการเสนอราคาเป็นรายภาค (ภาค ๑ – ๙) ซึ่งได้ความจากนาย ส. และนาย ธ. อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เบิกความว่า มติคณะรัฐมนตรีในการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งที่ ๗/๒๕๕๒ ไม่รวมการจัดซื้อจัดจ้าง พยานทั้งสอง ปากมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวข้องกับการประชุมคณะรัฐมนตรีจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ
ส่วนข้อความในมติ คณะรัฐมนตรีตอนถัดไปที่ว่า “…โดยให้ดำเนินการตามความเห็นของสำนักงบประมาณ …” นั้น ย่อมหมายถึง ความเห็นที่อยู่ในหน้าที่ของสำนักงบประมาณเท่านั้น นอกจากนั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติมิได้ขออนุมัติใน เรื่องวิธีการจัดซื้อจัดจ้าง อันสอดคล้องกับพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุม คณะรัฐมนตรี พ.ศ.๒๕๔๘ มาตรา ๔ ประกอบกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เลือกวิธีการจัดซื้อจัดจ้างเอง กรณีรับฟังได้ว่า มติคณะรัฐมนตรีในการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งที่ ๗/๒๕๕๒ เป็นการอนุมัติเฉพาะประเด็น เรื่องงบประมาณ ไม่รวมถึงวิธีการจัดจ้าง
จำเลยที่ ๑ จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อขออนุมัติ เปลี่ยนแปลงวิธีการจัดซื้อจัดจ้างดังที่โจทก์ฟ้อง กรณีเป็นอำนาจของจำเลยที่ ๑ ที่จะใช้ดุลพินิจและตัดสินใจ ทบทวนได้ แม้จำเลยที่ ๑ จะใช้เวลาพิจารณาเพียง ๒ วันก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏข้อพิรุธผิดปกติวิสัยส่อแสดงว่า จำเลยที่ ๑ ได้เข้าไปมีส่วนริเริ่มหรือใช้ให้เจ้าพนักงานเสนอความเห็นเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดซื้อจัดจ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีการจัดซื้อจัดจ้างไม่ว่าแบบใดต่างก็เลือกดำเนินการได้และมีขั้นตอนประกาศเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์เพื่อให้ผู้ประกอบการทั่วไปได้มีโอกาสเข้าแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมได้ ไม่อาจฟังดังที่โจทก์อ้างว่า การรวมการจัดจ้างไว้ที่ส่วนกลางจะทำให้ไม่มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมเสมอไป

ส่วนที่คณะกรรมการ [3] กำหนดราคากลางชุดใหม่ได้กำหนดราคากลางวงเงินจำนวน ๖,๓๘๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งสูงกว่าราคากลาง เดิมที่กำหนดจำนวน ๖,๑๐๐,๕๓๘,๙๐๐ บาท ก็ดี หรือผู้รับจ้างไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างตามโครงการให้ แล้วเสร็จตามเป้าหมายได้ก็ดี ล้วนแต่ไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ทั้งจำเลยที่ ๑ ไม่ได้เข้าไปรับรู้หรือ มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย จึงถือไม่ได้ว่าเป็นผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำของจำเลยที่ ๑ ทั้งโจทก์มิได้ไต่สวนและฟ้อง กล่าวหาว่าจำเลยที่ ๑ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตแต่อย่างใด
การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงไม่เป็นการกระทำความผิดตามฟ้อง อุทธรณ์โจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต่อไปว่า จำเลยที่ ๒ กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อมติคณะรัฐมนตรีใน การประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งที่ ๗/๒๕๕๒ เป็นการอนุมัติเฉพาะประเด็นเรื่องงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้างจึง เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ ที่จะต้องดำเนินการไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๒ ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี
นอกจากนี้ การขอเปลี่ยนแปลงวิธีการ จัดซื้อจัดจ้างเกิดจากข้อทักท้วงของผู้ปฏิบัติงานเองที่เสนอมาตามขั้นตอนปกติตั้งแต่ก่อนที่จำเลยที่ ๒ จะมี การมอบหมายงานตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ ๕๗๙/๒๕๕๒ ลงวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ แล้ว โดยเฉพาะจำเลยที่ ๒ มิได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการขอเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดซื้อจัดจ้างนั้นมาแต่แรก และ ข้อทักท้วงของเจ้าหน้าที่พัสดุข้อหนึ่งก็สอดคล้องกับที่กรมบัญชีกลางเคยมีหนังสือตอบข้อหารือระบุว่า
กรณีที่ได้รับจัดสรรงบประมาณในครั้งเดียวกัน หากไม่มีเหตุผลประการใดที่ทำให้ส่วนราชการไม่สามารถดำเนินการ ในครั้งเดียวกันได้แล้ว ส่วนราชการต้องจัดซื้อหรือจัดจ้างในครั้งเดียวกัน และเมื่อพิจารณาต่อไปเห็นได้ว่า การขอเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดซื้อจัดจ้างของจำเลยที่ ๒ นั้นยังคงใช้วิธีการจัดซื้อจัดจ้างด้วยการประกวดราคา เช่นเดิมซึ่งจำเลยที่ ๑ เคยมีคำสั่งเห็นชอบมาก่อนแล้ว จำเลยที่ ๒ คงเสนอขอเปลี่ยนแปลงจากการเสนอราคา เป็นรายภาค (ภาค ๑ – ๙) มาเป็นการเสนอราคาทุกอาคารรวมกันในครั้งเดียวเท่านั้น ซึ่งวิธีการเสนอราคาทุกอาคารรวมกันในครั้งเดียวก็ได้เคยมีการศึกษาข้อดีข้อเสียกันมาแล้วตั้งแต่ในคราวก่อน กรณีจึงมีเหตุผลและ

ข้อมูลที่จำเลยที่ ๒ จะเสนอให้จำเลยที่ ๑ ให้ความเห็นชอบเช่นเดิม นอกจากนั้น แม้จำเลยที่ ๑ จะเห็นชอบ แล้วก็ยังต้องมีขั้นตอนการประกาศประกวดราคาต่อไป ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่าได้มีผู้เสนอราคาแข่งขันกัน ๕ ราย และแข่งขันสู้ราคากันถึง ๗๓ ครั้ง ฉะนั้น การที่จำเลยที่ ๒ เสนอขอเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดซื้อจัดจ้างเพียงอย่างเดียวจึงยังไม่ถึงขั้นใกล้ชิดต่อผลสำเร็จในการกำหนดตัวผู้รับจ้างล่วงหน้าหรือกีดกันผู้เสนอราคารายอื่นได้
เมื่อจำเลยที่ ๒ มิได้กระทำการอื่นใดนอกเหนือจากไปนี้อีก พยานหลักฐานจากการไต่สวนจึงไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ ๒ มีผลประโยชน์แอบแฝงหรือเอื้อประโยชน์แก่ผู้หนึ่งผู้ใดโดยมิชอบ ส่วนที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า คณะกรรมการกำหนดราคากลางชุดใหม่ได้กำหนดราคากลางวงเงินสูงกว่าราคากลางเดิมนั้น ก็เป็นการพิจารณาของคณะกรรมการกำหนดราคากลางเอง และได้ความว่าเหตุที่ราคากลางสูงขึ้นเป็นผลมาจากมีการเปลี่ยนแปลงแบบแปลนก่อสร้าง ย่อมไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำของจำเลยที่ ๒ โดยเฉพาะจำเลยที่ ๕ ได้เสนอ ราคาต่ำกว่าราคากลางเดิม ราคากลางใหม่มิได้มีผลกระทบทำให้รัฐต้องเสียงบประมาณเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด
ส่วนที่ต่อมาผู้เสนอราคาไม่ดำเนินการก่อสร้างโครงการให้แล้วเสร็จก็เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในขั้นตอนของการบริหารสัญญา ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะเป็นกรณีเสนอราคาเป็นรายภาค (ภาค ๑ – ๙) หรือเป็นกรณีเสนอ ราคาทุกอาคารรวมกันในครั้งเดียวก็ตาม ย่อมไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นความเสียหายที่จำเลยที่ ๒ คาดเห็นได้ว่าต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน คดีฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๒ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิด ความเสียหายแก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ การกระทำของจำเลยที่ ๒ จึงไม่เป็นกระทำความผิดตามฟ้อง
อุทธรณ์โจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น [4] ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ กระทำ ความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่าตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทาง อิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ๒๕๔๙ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมทั้งหนังสือสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ นร (กวพ) ๑๐๐๒/ว๖ ลงวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๒ เรื่อง การ ประเมินราคาในงานประกวดราคาจ้างก่อสร้าง เอกสารหมาย จ.๑๑๖ มิได้มีข้อกำหนดโดยชัดแจ้งให้คณะกรรมการประกวดราคามีหน้าที่ต้องพิจารณารายละเอียดและราคาต่อหน่วยของวัสดุแต่ละรายการที่ ปรากฏในบัญชีแสดงปริมาณวัสดุและราคา
สำหรับเอกสารประกวดราคาจ้างด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เลขที่ ๑๕/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๓ แสดงให้เห็นว่าคณะกรรมการประกวดราคาจะพิจารณาจาก ราคารวมเป็นสำคัญ คดีนี้เมื่อพิจารณาจากราคารวมแล้วปรากฏว่าจำเลยที่ ๕ เสนอราคารวม เป็นเงิน ๕,๘๔๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งต่ำกว่าราคากลาง จำนวน ๕๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท คิดเป็นร้อยละ ๘.๔๕ ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๕ เสนอราคาต่ำจนถึงขั้นคาดหมายได้ว่าจะไม่อาจดำเนินงานตามสัญญาได้
นอกจากนั้น โจทก์คง กล่าวหาว่าบัญชีแสดงปริมาณวัสดุและราคาในการก่อสร้าง (BOQ) ของจำเลยที่ ๕ มีรายการผิดปกติเพียงรายการเดียวคือ รายการเสาเข็มมีราคาต่ำ โดยจำเลยที่ ๕ ยื่นเสนอราคาเสาเข็ม ราคาหน่วยละ ๒,๕๒๐ บาท ซึ่งต่ำกว่าราคากลางของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่กำหนดราคาไว้หน่วยละ ๖,๓๖๐ บาท และต่ำกว่าราคา ของกองดัชนีเศรษฐกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ที่กำหนดราคาไว้หน่วยละ ๘,๐๕๐ บาท
แต่ข้อนี้ได้ความว่าผู้ เสนอราคาสามารถปรับลดราคาวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างบางรายการลงได้ตามศักยภาพในการบริหารต้นทุน ราคา และกำไรของผู้เสนอราคา เพียงแต่จะต้องอยู่ภายในกรอบวงเงินที่เสนอและได้รับการยืนราคาครั้ง สุดท้าย จำเลยที่ ๕ ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตเสาเข็มที่ใช้ในการก่อสร้างโครงการนี้ จึงมีเหตุที่จำเลยที่ ๕ จะปรับลดราคาในส่วนเสาเข็มตอกให้เหลือหน่วยละ ๒,๕๒๐ บาทได้อันเป็นวิสัยของการเสนอราคาที่จะต้อง แข่งขันกันอย่างเสรีตามความเป็นธรรมและความเหมาะสมแห่งสภาพวัสดุนั้น
อีกทั้งค่างานเสาเข็มเป็นเงิน ทั้งสิ้น ๒๓๓,๐๘๙,๓๘๗.๕๐ บาท ซึ่งเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับจ้างตามสัญญาจ้าง จำนวน ๕,๘๔๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท คิดเป็นสัดส่วนเพียงประมาณอัตราร้อยละ ๓.๙๘ ยิ่งสนับสนุนให้เห็นว่าลำพัง เฉพาะราคาเสาเข็มรายการเดียวยังไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ จะต้องเสนอไม่รับราคารวม ทั้งหมดของจำเลยที่ ๕ นอกจากนั้น
กรณีนี้มิใช่เป็นเรื่องเสนอราคาสูงผิดปกติและรายการเสาเข็มก็ไม่ใช่ รายการที่เป็นหัวข้อใหญ่ตามที่กำหนดไว้ในหนังสือสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ นร (กวพ) ๑๐๐๒/ว๖ ลงวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๒ เรื่อง การประเมินราคาในงานประกวดราคาจ้างก่อสร้าง ย่อมไม่มีเหตุที่คณะกรรมการ ประกวดราคาเรียกจำเลยที่ ๕ มาเจรจาปรับราคาเพิ่มขึ้น แม้จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ จะมิได้นำเอกสารบัญชีแสดงปริมาณวัสดุและราคาในการก่อสร้างเสนอให้คณะกรรมการประกวดราคาพิจารณา แต่ก็ไม่มีข้อพิรุธ ประการใดว่าจะเป็นการปกปิดเพื่อเอื้อประโยชน์แก่จำเลยที่ ๕ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลย ที่ ๓ และที่ ๔ มีเจตนาเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ส่วนที่โจทก์อ้างว่า การกระทำ ของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เป็นเหตุให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติหักค่าเสาเข็มได้น้อยกว่าราคาที่แท้จริงนั้น ไม่ปรากฏว่าโดยปกติทั่วไปผู้ประกอบการจะคำนึงถึงเรื่องนี้กันตั้งแต่ในชั้นยื่นเสนอราคา จึงไม่อาจฟังได้ว่าจำเลย ที่ ๓ และที่ ๔ มีเจตนาวางแผนเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ ๕ นอกจากเรื่องราคาเสาเข็มดังกล่าวแล้วก็ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดแสดงให้เห็นว่ามีการกำหนดตัวจำเลยที่ ๕ ไว้เป็นผู้รับจ้างล่วงหน้า หรือสมรู้ร่วมคิดกัน กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อประโยชน์แก่จำเลยที่ ๕ ให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญาโดยหลีกเลี่ยงการแข่งขันอย่างเป็นธรรม หรือสั่งการให้เลือกจำเลยที่ ๕ เป็นผู้ชนะการเสนอราคาโดยเฉพาะเจาะจง อันจะเป็นเหตุให้ [5] ต้องยกเลิกการประกวดราคาแต่อย่างใด พยานหลักฐานที่ไต่สวนมาฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ กระทำ ความผิดตามฟ้อง อุทธรณ์โจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
ปัญหาสุดท้ายว่า จำเลยที่ ๕ และที่ ๖ กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่าโจทก์ฟ้อง กล่าวหาว่า จำเลยที่ ๕ และที่ ๖ เป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ในการกระทำความผิดตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๑ และมาตรา ๑๕๗ พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อ หน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๒ ซึ่งการสนับสนุนการกระทำความผิดตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๘๖ นั้นจะต้องมีผู้อื่นเป็นตัวการในการกระทำผิด หากเป็นกรณีที่ไม่มีตัวการกระทำผิดในความผิดดังกล่าว
ผู้ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในความผิดนั้นก็ย่อมไม่มีความผิดในฐานเป็นผู้สนับสนุน เมื่อคดีนี้ได้วินิจฉัยแล้วว่า ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ กระทำความผิดดังกล่าว กรณีจึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ ๕ และที่ ๖ ในฐานเป็นผู้สนับสนุนได้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วจึงไม่ จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์และอุทธรณ์จำเลยที่ ๒ อีกต่อไป เพราะไม่อาจทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไปได้
พิพากษายืน

















