(26 เม.ย.66) นางสาวอนุสรี ทับสุวรรณ ผู้แทนพรรคภูมิใจไทย ร่วมเสวนาหัวข้อ “พรรคการเมืองกับความหวังในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก ผู้หญิงและบุคคลในครอบครัว” ที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยกล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยถือว่า “ผู้ที่ถูกกระทำรุนแรง คือ ผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งพื้นฐานที่สุด คือ สิทธิที่จะอยู่อย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี และถือเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องคุ้มครองและอำนวยความยุติธรรมให้ผู้ถูกละเมิด”
แต่การแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ มิใช่หน่วยงานใดหน่วยงานเดียวที่จะรับผิดชอบต้องมีการบูรณาการ โดยมีแกนหลัก หากภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาล และได้รับผิดชอบกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) พม.จะเป็นแกนหลักในการประสานงานบูรณาการกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในกระบวนการยุติธรรม สาธารณสุข มหาดไทย( องค์กรปกครองท้องถิ่น) ศึกษาธิการ สังคม และสื่อมวลชน
โดยจะต้องมีการเสนอเป็นวาระแห่งชาติ และมีแผนปฏิบัติการที่มีผู้รับผิดชอบแก้ไข ให้ครบวงจรตั้งแต่ การให้ความช่วยเหลือเหยื่อที่พบความรุนแรง ตั้งแต่ต้นทาง จนถึงจบปัญหาที่ไม่ใช่แค่จบที่ศาลตัดสิน หรือปลายทางที่ไกล่เกลี่ยให้เหยื่อยอมรับสภาพการคงสภาพการเป็นครอบครัว แม้จะไม่ใช่ความต้องการที่แท้จริงของผู้ถูกกระทำ แต่ต้องแก้ปัญหาที่ทำให้ใช้ชีวิตต่อไปได้
นางสาวอนุสรีฯ ได้เสนอแผนปฎิบัติการ ดังนี้
1. ต้องมีการแก้ไขกม. พรบ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำรุนแรง 2550 ที่ส่งต่อมายัง พรบ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว2562 และพรบ.คุ้มครองเด็ก 2546
ที่เจตนารมย์กม. โดยเฉพาะพรบ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรง ให้น้ำหนักการรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัวมากกว่าสิทธิของผู้ถูกกระทำจนเป็นพิมพ์เขียวให้จนท.ระบบยุติธรรมมีพิมพ์เขียว หรือธงว่า เรื่องกระทำรุนแรงจบที่ไกล่เกลี่ย
2. ทัศนคติของจนท.ระบบยุติธรรมเริ่มตั้งแต่พนง.สอบสวนชายที่มีแนวคิดว่า เรื่องทำร้ายร่างกายภรรยา เป็นเรื่องปกติของสังคมที่ชายในฐานะสามี มีอำนาจเหนือกว่า จึงควรเพิ่มพนง.สอบสวนที่เป็นสตรี และอบรมเรื่องทัศนคติรวมทั้งคัดสรรพนง.สอบสวนชายให้มีแนวคิดความเท่าเทียมทางเพศมากขึ้น สถานที่สอบสวน ที่พักฉุกเฉินต้องให้รู้สึกปลอดภัย ไม่ถูกละเมิดซ้ำ
3.การมีจนท.สหวิชาชีพที่ให้คำปรึกษาแก่ผู้ถูกกระทำ ที่มีจำนวนมากขึ้นลงไปถึงระดับท้องถิ่น ชุมชน ก่อนจะไปถึงกระบวนการแจ้งความ ที่ต้องมีสภาพการรับแจ้งความที่ไม่เป็นการละเมิดซ้ำ ไม่เป็นมิตร กับผู้ถูกกระทำ
4. สังคมต้องตระหนักรู้ตั้งแต่เด็ก ในเรื่องของความเท่าเทียมทางเพศ (Gender Equality) มีกระทรวงศึกษาธิการควรสอนเรื่องนี้
6. สื่อมวลชนต้องมีจรรยาบรรณในการเสนอข่าว หลายกรณีสื่อสามารถเป็นที่พึ่งของผู้ถูกกระทำ ในการเสนอข่าวติดตามคดี แต่ไม่ใช่การขายข่าวโดยไม่คำนึงถึงเหยื่อผู้ถูกกระทำ
สุดท้าย บทสรุปเหตุการณ์ไม่ใช่การชนะคดี แต่คือการที่ไปต่อได้ในชีวิต การได้รับการบำบัดเยียวยาร่างกาย จิตใจ และต้องมีกระบวนการติดตามว่าจะใช้ชีวิตต่ออย่างไร อาชีพ รายได้ หรือการศึกษา ที่ต้องเดินต่อไปด้วยความมั่นใจ
















