คอลัมน์ : มอง ดู พบ เห็น
คอลัมน์นิสต์ : หยกดำ ส่องเขียว
พายุโนรู กำลังใกล้เข้ามา เมื่อถึงเมืองไทยก็จะกลายเป็นสายฝน สายลมพร้อมฟ้าคำราม คนอยู่ใต้หลังคาเรือนใช่ว่าจะหลับสบายด้วยอากาศเย็นฉ่ำใจ
หากเมื่อคิดถึงน้ำฝนเปลี่ยนเป็นมารร้ายที่วิ่งไปทุกตรอกซอกซอย ตรงพื้นที่ไหนวิ่งไหลไปได้มารร้ายโนรู เข้าไปหมดจนเอ่อล้นท่วมขังรอการระบาย เชื่อแน่ว่าทุกส่วนของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง พร้อมปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ
“หยกดำ ส่องเขียว” ขอส่งกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ หน่วยอาสาทุกองค์กร และคุณจิตอาสาทุกคนทั่วไทย ที่ช่วยคลายทุกข์ให้กับพี่น้องคนไทยได้นอนหลับสบาย และขอขอบคุณที่ทำหน้าที่เสียสละให้กับพี่น้องไทยด้วยกันได้เดือดร้อนน้อยที่สุด ทุกคนครับ
“ราชอาณาจักร” พื้นดินและพื้นน้ำซึ่งอยู่ภายใต้อาณาเขตของประเทศไทย ทะเลนั้นเป็นอ่าวไทย (ตาม พรบ.กำหนดเขตจังหวัดในอ่าวไทย ตอนใน พ.ศ. 2502 )
ทะเลอาณาเขตระยะ 12 ไมล์ทะเลหรือประมาณ 22 กิโลเมตร ห่างจากฝั่งอันเป็นอาณาเขตของประเทศไทย ( ประกาศพระบรมราชโองการ กำหนดความกว้างของทะเลอาณาเขตของประเทศไทย ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2509 )
ยกตัวอย่าง เอาอย่างสั้น สั้น พอเข้าใจ…
เมื่อเอ่ยถึงขอบเขตการใช้กฎหมายอาญา หลักดินแดน (มาตรา 4-6) : มาตรา 4 ผู้ใดกระทำความผิดในราชอาณาจักรต้องรับโทษทางกฎหมาย และ หากมีการกระทำผิดในราชอาณาจักรแล้ว ก็ต้องรับโทษในราชอาณาจักร โดยไม่คำนึงว่าผู้กระทำผิดเป็นคนสัญชาติใด

เรากำลังย้อนเวลากลับไปอ่านตัวบทกฎหมายที่ถูกตราตั้งมานานกว่า 50 ปี เพื่ออะไรนะเหรอ!!
Ha ha ha ก็แค่อยากรู้ว่าวันนี้มีใครบ้างที่เพิกเฉยต่อกฎหมายไทยและปฏิบัติหน้าที่หย่อนยานต่อกฎกติกาของบ้านเมือง หากมีเยอะบอกได้เลยว่าคนไทยทุกผู้ทุกนามคงจะอึดอัดใจไม่น้อย
“หยกดำ ส่องเขียว” มองเห็นมากับตา ดูด้วยสติ พบประเด็นที่เกิด เห็นความไม่ถูกต้อง ก็ให้ร้อนใจ
จริง ไม่ จริง ไม่ต้องพูดถึง เพราะมันเกิดขึ้นมาแล้ว มันผ่านมาแล้วหลายร้อยวัน ความไม่ถูกต้องมันเกิดขึ้นแล้ว หลักฐานมันชัดและพิสูจน์ได้ทางหลักวิทยาศาสตร์
จึงอยากเชิญชาวไทยที่ชอบความยุติธรรม เรามาชวนคิด ชวยคุย ในเรื่องนี้กันดีไหม แล้วมาสะกดคำว่า “ถูกใจ” – “ถูกต้อง” จากกระบวนการยุติธรรมที่คนไทยต้องรอคำตอบบทสรุปในอนาคต
จุดเริ่มต้นในทะเลอ่าวไทย อยู่ห่างจากเกาะพงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร
มีหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง ได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการนำร่องการใช้ขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลี่ยม จำนวน 8 ขาแท่น ไปจัดวางเป็นปะการังเทียม เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลบริเวณเกาะพงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี กับบริษัทเอกชน รายใหญ่
ได้ร่วมลงนามร่วมกัน เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2562
ประเด็นที่น่าสนใจ คือ ขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลี่ยมที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว จำนวน 8 ขาแท่น เมื่อหมดอายุการใช้งานแล้ว ผู้รับสัมปทานมีหน้าที่รับผิตชอบในการรื้อถอน สิ่งปลูกสร้าง วัสดุ อุปกรณ์ และสิ่งอำนวยในการสำรวจ ผลิต เก็บรักษา เอากลับไปทำลายให้หมดสิ้น
ทั้งนี้ตามมาตรา 80/1 และมาตรา 80/2 ตามพรบ.ปิโตรเลี่ยม พ.ศ.2514 และแก้ไขเพิ่มเติมและกฎกระทรวงตามแผนงาน ประมาณการค่าใช้จ่ายและหลักประกันในการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่ใช้ในกิจการปิโตรเลี่ยม พ.ศ.2559 ได้กำหนด หลักเกณฑ์ วิธีการเกี่ยวกับการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างปิโตรเลี่ยมไว้แล้ว
ตัวอย่างเช่น…
“ ผู้รับสัมปทานมีหน้าที่รับผิดชอบในการรื้อถอน สิ่งปลูกสร้าง วัสดุ อุปกรณ์ และสิ่งอำนวยในการสำรวจ ผลิต เก็บรักษา หรือขนส่งปิโตรเลี่ยมโดยให้ผู้รับสัมปทาน ยื่นแผนงานและประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนเพื่อขอรับความเห็นชอบจากอธิบดี…..กรม….?
“รวมทั้งการแก้ไข เปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงแผนงานหรือประมาณการค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนที่ได้รับความเห็นชอบแล้ว และให้ผู้รับสัมปทานวางหลักประกันการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือวัสดุอื่นใดที่ใช้ในกิจการปิโตรเลี่ยม ตลอดจนการเก็บรักษา และการเบิกจ่ายหลักประกัน”
“ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และระยะเวลาที่กำหนดในกฎกระทรวง ”
เรื่องแบบนี้นักลงทุนคิดหนักนะ เมื่อถึงเวลารื้อถอน เพราะว่ามีค่าใช้จ่ายคิดเป็นเงินก็นับพันล้านบาท!!
ทางออกคือ เลือกนำขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลี่ยมที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว จำนวน 8 ขาแท่นไปจัดวางเป็นปะการังเทียม เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลบริเวณเกาะพงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี แทนการทำลาย…?
จึงเกิดโครงการนำร่องการใช้ขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลี่ยม จำนวน 8 ขาแท่นไปจัดวางเป็นปะการังเทียม เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลบริเวณเกาะพงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี งัยละ…
คำถามคือ แล้วทำไมไม่ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงที่ได้ร่วมลงนามร่วมกัน เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2562
คำตอบคือ ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายการรื้อถอนและทำลาย ลงไปหลายเท่าตัว!!
ประเด็นต่อมา เรื่องนี้ทำ “ถูกใจ หรือ ถูกต้อง” พรุ้งนี้จะมาขยายผล อย่าลืมติดตามเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกันครับ!!
หยกดำ ส่องเขียว


















