เกษตรกรพ้อ รัฐเปิดประตูรับกุ้งเอกวาดอร์-อินเดีย ทุบซ้ำวิกฤติกุ้งไทย

seafoodnews.com สื่อนอกสายสัตว์น้ำ เผยแพร่ข่าวใจความระบุว่า กรมประมงไทย อนุมัติให้นำเข้ากุ้งจาก 36 ฟาร์มเลี้ยงกุ้ง ในสาธารณรัฐเอกวาดอร์ ข่าวอ้างว่า กุ้งดังกล่าวผ่านมาตรฐานด้านความปลอดภัย และ Biosecurity แล้ว ทางเอกวาดอร์ยังแจ้งอีกว่าประเทศไทยเตรียมที่จะอนุมัติโรงงานแปรรูปกุ้งเพิ่มเติมในอนาคต

ขณะเดียวกัน ยังมีกระแสข่าวว่าจะมีการอนุญาตนำเข้ากุ้งทะเลจากอินเดียด้วย

รายงานข่าวดังกล่าว เป็นการตอกย้ำข่าวที่ intrafish.com สื่อด้านสัตว์น้ำระดับโลกอย่าง ได้เผยแพร่ไว้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่า ประเทศไทยยกเลิกการแบนกุ้งจากเอกวาดอร์ที่ดำเนินมานานนับปี เนื่องจากทางการไทยตรวจพบโรคไวรัสตัวแดงดวงขาว (WSSV) และไวรัส (IHHNV) ในตัวอย่างกุ้งเอกวาดอร์ โดยให้เหตุผลว่า ประเทศไทยจะนำเข้ากุ้งจากเอกวาดอร์มาแปรรูปสำหรับการส่งออกไปต่างประเทศ

แหล่งข่าวจากผู้เลี้ยงกุ้งภาคตะวันออก ให้ข้อมูลกับ TheThaiPress ว่า ประเทศไทยเคยครองตำแหน่งผู้ผลิตและส่งออกกุ้งอันดับ 1 ของโลกมาอย่างยาวนาน เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่สร้างรายได้เข้าประเทศปีละนับแสนล้านบาท แต่กลับต้องเสียแชมป์ให้เวียดนามซึ่งเป็นประเทศคู่แข่งสำคัญ ขณะที่อุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงกุ้งของโลก กลับมีภูมิภาคอเมริกา ที่เคยผลิตกุ้งเป็นรองชาติในเอเชียมาตลอด กำลังแซงหน้า โดยมี “เอกวาดอร์” เป็นผู้นำ

การมาของกุ้งเอกวาดอร์ และยังมีประเด็นนำเข้ากุ้งอินเดียเข้ามาซ้ำอีก จึงสร้างความกังวลอย่างยิ่งต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทย เพราะหากเป็นเช่นนี้แล้ว ความหวังที่จะพลิกฟื้นกุ้งไทย ให้ทวงคืนแชมป์เบอร์ 1 กุ้งโลก ตามที่อธิบดีกรมประมงเคยให้คำมั่น เมื่อครั้งเป็นประธานในงาน “วันกุ้งจันท์” ครั้งที่ 26 เมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2565 ว่า “พร้อมร่วมสนับสนุนและผลักดันให้เกษตรกรสามารถสร้างผลผลิตเพื่อรองรับความต้องการของตลาด และกลับมาผงาดในเวทีโลกได้อีกครั้ง” และยังวางเป้าหมายในการเร่งฟื้นฟูอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล ให้มีผลผลิตปริมาณ 400,000 ตัน ภายในปี 2566 คงไม่มีทางเป็นไปได้

และข้อมูลเชิงลึกจากผู้เลี้ยงกุ้ง พบว่าผลผลิตกุ้งไทยลดลงตั้งแต่ปี 2545 จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากปัญหาโรคระบาดในกุ้ง และยังมีความไม่ชัดเจนของแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมกุ้งของภาครัฐ กลายเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ไทยสูญเสียแชมป์ผู้นำการผลิตกุ้งของโลกที่เคยทำได้มาแล้วในช่วง 10 ปีก่อน โดยคาดการณ์การผลิตกุ้งของไทยในปี 2565 นี้ ที่คาดว่าจะมีผลผลิตกุ้งประมาณ 300,000 ตัน

ดังนั้น สิ่งที่กรมประมงที่รับผิดชอบโดยตรงในเรื่องนี้ จึงต้องเร่งดำเนินการผลักดันทุกวิถีทาง เพื่อให้เกษตรกรสามารถสร้างผลผลิตกุ้งได้อย่างเพียงพอ บนพื้นฐานต้นทุนที่แข่งขันได้ “มิใช่การแก้ปัญหาง่ายๆ ด้วยการนำเข้ากุ้งทั้งจากต่างประเทศ ทั้งเอกวาดอร์ อินเดีย” เพราะมีความเสี่ยงเรื่องโรคระบาดจากต่างถิ่นที่อาจเข้ามา “ซ้ำเติมเกษตรกร” ที่ต่างต้องเผชิญหน้ากับปัญหาโรคระบาดในกุ้ง จนทำให้ทุกฝ่ายต้องเร่งแก้ไขอย่างยากลำบากตลอดหลายปีที่ผ่านมา

สิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักคือ เหตุผลที่ต้องประกาศแบนกุ้งเอกวาดอร์มาก่อนหน้านี้ ก็เนื่องจากมีการตรวจพบเชื้อ White spot syndrome virus (WSSV), Infectious hypodermal and hematopoietic necrosis virus (IHHNV) และ Yellow head virus (YHV) ที่ติดมาในตัวอย่างกุ้ง นั่นเท่ากับเกษตรกรไทยก็ยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น หากผลิตภัณฑ์กุ้งเหล่านี้หลุดรอดมาในตลาด ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม และเข้าสู่พื้นที่ฟาร์มกุ้งเกษตรกรได้ก็ไม่แคล้วเกษตรกรต้องเจ๊งทั้งประเทศ

ขณะเดียวกันเม็ดเงินที่ต้องเสียไปกับการนำเข้า ควรเป็นเงินหมุนเวียนมาใช้สนับสนุนเกษตรกรไทย ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมกุ้งไทยและเกษตรกรไทยมากกว่า โดยเฉพาะการเร่งจัดการปัญหาโรคระบาด ควบคู่ไปกับการพัฒนาและผลักดันให้ต้นทุนการผลิตของไทยต่ำลง สามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้

“รัฐบาลต้องไม่ลืมว่า ตอนที่ไทยมีปัญหา ประเทศเหล่านี้ไม่เคยช่วยเหลือ ในวันที่เราขอให้ทั้งสองประเทศรับกุ้งไทยบ้าง เขากลับปัดตกและยกเรื่องการดูแลเกษตรกรในประเทศของตนเองมาเป็นข้ออ้าง แต่วันนี้กรมประมงกลับเลือกที่จะสร้างประโยชน์ให้เกษตรกรชาติอื่น ด้วยการเปิดโอกาสให้กุ้งจากต่างแดนเข้ามาในประเทศได้ เป็นการเหยียบย่ำซ้ำเติมวิกฤติของคนเลี้ยงกุ้งไทยอย่างที่สุด” ตัวแทนผู้เลี้ยงกุ้งภาคตะวันออก กล่าว

ภาคส่วนที่ต้องร่วมมือกัน แก้ปัญหาของอุตสาหกรรมกุ้งไทย ด้วยการมองภาพรวมของประเทศ มีวอร์รูมร่างแผนยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง ชัดเจน และเป็นรูปธรรม โดยเร่งจัดการปัญหาโรคกุ้ง และพัฒนาการเลี้ยงกุ้งไปพร้อมกัน โดยมีพี่ใหญ่อย่างกรมประมง ที่ต้อง “จริงจังและจริงใจ” ในการแก้ปัญหา มิใช่เปิดรับกุ้งนอกมาทำร้ายคนเลี้ยงกุ้งไทย./