ตอบโจทย์ชุมชนเมือง“ชัชชาติ”เชื่อมั่นนวัตกรรมเปลี่ยนเมืองได้ ประชาชนต้องช่วยกัน

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดรับ Innovation District เชื่อมั่นนวัตกรรมเปลี่ยนเมืองได้ เทคโนโลยีต้องตอบโจทย์แก้ไขปัญหาประชาชน เผยขอให้เอกชนเป็นคนที่ผลิตคอนเทนต์ แจง กทม. ไม่ได้เก่งเรื่องเนื้อหา เทคนิค แต่สามารถดูแลเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การเดินทาง และระบบต่าง ๆได้

23 มิ.ย. 65 / นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยภายหลังเป็นวิทยากรหัวข้อ Re-Imagination Mega-City : Bangkok towards City of Innovation ณ ชั้น 1 อุทยานนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ เขตราชเทวี ว่า เมืองต้องการนวัตกรรมเพราะมีทรัพยากรจำกัด และต้องใช้นวัตกรรมในการแก้ไขปัญหา แต่หัวใจสำคัญคือ อย่าไปหลงใหลกับเทคโนโลยีมากเกินไป หัวใจคือการใช้คนเป็นที่ตั้ง โดยที่ไม่ต้องลงทุนมาก แต่ขอให้เข้าใจปัญหาว่าประชาชนต้องการอะไร เมื่อเข้าไปสัมผัสคนก็จะเห็นปัญหา อย่างตัวอย่างที่เราทำ เช่น ทราฟฟี่ ฟองดูว์ แพลตฟอร์ม เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในการแก้ปัญหาเมือง และสามารถเปลี่ยนมิติได้อย่างมหาศาล

Advertisement   

“เชื่อมั่นว่านวัตกรรมสามารถเปลี่ยนเมืองได้ โดยเอาคนเป็นที่ตั้งเทคโนโลยีเป็นส่วนประกอบ ต้องมีความสนับสนุนกันทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ประชาชน และเอกชน ภาครัฐทำตามนวัตกรรมยากเพราะต้องทำตามกรอบ ตามระเบียบ แต่นวัตกรรมคือการทำนอกกรอบ ดังนั้น รัฐควรเป็นผู้ที่อำนวยความสะดวก ให้เอกชนหรือนักวิชาการช่วยคิดนอกกรอบ” นายชัชชาติ กล่าว

ผู้ว่าฯ กล่าวต่อว่า กทม. พร้อมที่จะช่วยสนับสนุน Innovation District ขอให้เอกชนเป็นคนที่ผลิตคอนเทนต์ เพราะ กทม. ไม่ได้เก่งเรื่องเนื้อหา เทคนิค แต่สามารถดูแลเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การเดินทาง และระบบต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนแนวคิดนี้ ซึ่ง กทม. มี Open Data, Open Contract คือ ทำให้โปร่งใส ยกตัวอย่าง เช่น การทำ TeleMed เป็นหนึ่งใน Start up คือแทนที่ประชาชนจะต้องเดินทางมาที่ศูนย์สาธารณสุข เรากระจายรถไปที่ชุมชนและส่งสัญญาณมาที่ศูนย์บริการสาธารณสุข ดังนั้น หมอหนึ่งคนสามารถตรวจคนได้จำนวนมากขึ้น และคนไม่ต้องเดินทางเข้ามาที่ศูนย์บริการสาธารณสุข เป็นการใช้นวัตกรรมที่เปลี่ยนด้าน Health Care ในส่วนของด้านการศึกษาสามารถใช้นวัตกรรมให้นักเรียนเลือกเรียนหลักสูตรต่าง ๆ ผ่านแพลตฟอร์มได้ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของครูด้วย แต่ต้องเอาคนเป็นที่ตั้งและตอบโจทย์คนจริง ๆ

ที่สำคัญต้องมีหลักสูตรในการอบรม ซึ่งมีแนวคิดในการจะทำอาสาสมัครเทคโนโลยีประจำชุมชน (อสท.) จะหาเด็กรุ่นใหม่ อายุไม่เกิน 25-30 ปี ที่รู้เรื่องเทคโนโลยีและเข้าไปอยู่ในชุมชน ให้ความช่วยเหลือคนที่ไม่ทันเทคโนโลยี ช่วยอัพเดทข้อมูลต่าง ๆ เข้าสู่ระบบ ตอนนี้กำลังเริ่มฝึก อสท. บางส่วนแล้ว ต้องดูรูปแบบในระยะยาวอีกครั้ง รวมถึง กทม. มีพนักงานกวาดจำนวนมาก หลายคนอาจอยากได้ความรู้เพิ่ม อาจนำกลุ่มนี้มาอบรมเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้วย อย่างน้อยกลุ่มนี้จะได้มีทางเลือกในการหาอาชีพเสริมหรือทางเลือกในการประกอบอาชีพเพิ่มเติม เพื่อสร้างโอกาสให้คน และเพิ่มอำนาจทางเศรษฐกิจให้ประชาชนด้วย

จรัญ ชุ่มเงิน รายงาน