‘ปลานิล’ สินค้าเกษตรทางเลือก จ.นครราชสีมา เสริมรายได้เกษตรกร แนะแปรรูปเพิ่มมูลค่า

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 นครราชสีมา (สศท.5) หนุน ปลานิล เป็นสินค้าประมงที่มีอนาคต สร้างรายได้ให้เกษตรกร ตลอดต้องการต่อเนื่อง เลี้ยงง่าย ทนทานต่อสภาพแวดล้อม มีคุณค่าทางโภชนาการ โปรตีนสูง

13มิ.ย.65 / นางสุจารีย์ พิชา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 นครราชสีมา (สศท.5) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า “ปลานิล” นับเป็นสินค้าประมงที่มีศักยภาพทางด้านการเกษตร และเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรทางเลือกของจังหวัดนครราชสีมา สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี ตลาดมีความต้องการต่อเนื่อง เนื่องจากเลี้ยงง่าย ทนทานต่อสภาพแวดล้อม และมีคุณค่าทางโภชนาการ โปรตีนสูง ซึ่งปลานิลที่เพาะเลี้ยงอยู่ในปัจจุบันมี 2 สายพันธุ์ คือ ปลานิลดำ และปลานิลแดง (ปลาทับทิม) เกษตรกรในจังหวัดจะนิยมเลี้ยงปลานิลดำ ร้อยละ 90 เนื่องจากเลี้ยงง่ายต้นทุนต่ำกว่าปลานิลแดง (ปลาทับทิม)

Advertisement   

ปัจจุบันจังหวัดนครราชสีมา (ข้อมูลจากสำนักงานประมงจังหวัดนครราชสีมา ณ เดือนพฤษภาคม 2565) มีเกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิล ทั้ง 2 สายพันธุ์ จำนวน 180 ราย พื้นที่เลี้ยงครอบคลุม 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอครบุรี อำเภอโนนสูง และอำเภอบ้านเหลื่อม เกษตรกรจะเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมจากการทำเกษตรกรรมเป็นหลัก ส่วนใหญ่เกษตรจะเลี้ยงปลานิลในกระชังบริเวณรอบอ่างเก็บน้ำลำแซะ และเขื่อนมูลบน ประมาณ 4 – 6 กระชัง/ครัวเรือน (กระชังขนาด 5×7 เมตร) ซึ่ง 1 กระชัง สามารถเลี้ยงปลาได้เฉลี่ย 1,000 ตัว

ทั้งนี้ โดยเกษตรกร จำนวน 150 ราย ได้มีการทำเกษตรพันธสัญญา (contract farming) กับบริษัทที่ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานประมงจังหวัดนครราชสีมาซึ่งทางบริษัทจะเป็นผู้จัดหาพันธุ์ปลา และปัจจัยการผลิตอื่น ๆ ได้แก่ อาหาร และยาให้เกษตรกรผู้เลี้ยง โดยมีราคาประกันรับซื้ออยู่ระหว่าง 60 – 70 บาท/กิโลกรัม ทำให้เกษตรกรสามารถควบคุมต้นทุนการผลิต มีตลาดรับซื้อแน่นอน มีการรับประกันราคา และไม่ต้องรับความเสี่ยงเมื่อสินค้าล้นตลาด แต่เกษตรกรจะต้องเลี้ยงปลาให้มีขนาดตามมาตรฐานที่บริษัทกำหนด นอกจากนี้ ยังมีเกษตรกรบางส่วนที่เลี้ยงแบบกระชังในบ่อดิน โดยมีการรวมกลุ่มในรูปของวิสาหกิจชุมชน แปรรูปผลผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า อาทิ ปลานิลหมักเกลือ ปลานิลปลาร้า ปลานิลแดดเดียว เป็นต้น

สำหรับสถานการณ์การผลิตปลานิล ทั้ง 2 สายพันธุ์ พบว่า ระยะเวลา 1 ปี เกษตรกรสามารถเลี้ยงปลานิลได้ประมาณ 2 – 3 รุ่น ระยะเวลาในการเลี้ยงประมาณ 157 – 169 วัน/รุ่น ให้ผลผลิตเฉลี่ย 954 – 975 กิโลกรัม/กระชัง/รุ่น โดยปลานิลดำ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 55,585 บาท/กระชัง/รุ่น และปลานิลแดง (ปลาทับทิม) ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 65,938 บาท/กระชัง/รุ่น ทั้งนี้ เมื่อปลานิลได้ขนาดตามมาตรฐานที่บริษัทกำหนด (ขนาดประมาณ 1 – 1.15 กิโลกรัม/ตัว) ทางบริษัทจะเข้ามารับปลาที่กระชังของเกษตรกร ซึ่งราคาปัจจุบัน ณ เดือนมิถุนายน 2565 ที่บริษัทรับซื้อ เฉลี่ยอยู่ที่ 69.12 บาท/กิโลกรัม อย่างไรก็ตาม ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความต้องการของตลาดในช่วงเดือนต่างๆ ที่แตกต่างกันออกไป

“ช่วงนี้เข้าสู่ฤดูฝน มีมรสุมเข้าทำให้คุณภาพน้ำมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้คุณภาพของน้ำเปลี่ยนแปลงตามสภาพภูมิอากาศ อาจจะทำให้ปลานิลในกระชังน็อคน้ำได้ ซึ่งเกษตรกรควรเพิ่มการติดตั้งเครื่องให้อากาศเพื่อรักษาระดับออกซิเจนในน้ำ พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงตามสภาพอากาศอย่างทันท่วงที รวมถึงให้วิตามินเพิ่มความแข็งแรงของปลาควบคู่ไปด้วย ในกรณีของปลาตกเกรด ปลาน๊อคน้ำ เกษตรกรควรเพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูป เช่น ปลานิลหมักเกลือ ปลานิลปลาร้า ปลานิลแดดเดียว

ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถศึกษาการแปรรูป จากกลุ่มปลานิลแปลงใหญ่วังม่วง ตำบลธารปราสาท อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา โทร 08-3386-8696 และสามารถสอบถามข้อมูลการเลี้ยงปลานิลทุกสายพันธุ์ได้ที่สำนักงานประมงจังหวัดนครราชสีมา โทร 0-4425-2670 ส่วนเกษตรกรผู้สนใจ ข้อมูลต้นทุนและผลตอบแทน สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.5 นครราชสีมา โทร 04-4465-120 หรืออีเมล์ zone5@oae.go.th” ผู้อำนวยการ สศท. กล่าว

กัลฑภรณ์ สุขเย็น รายงาน