กรุงเทพมหานครเดินหน้าฉีดวัคซีนโควิด-19กลุ่มเด็กนักเรียนระดับชั้นอนุบาล-ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

กทม. เร่งสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครอง นำบุตรหลานอายุ 5-11 ปี และอายุ 12-17 ปี รวมถึงกลุ่มเด็กนักเรียนในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ฉีดวัคซีนลดเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19

20พ.ค.65 /นายขจิต ชัชวานิชย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงความคืบหน้าการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในกลุ่มเด็กอายุ 5-11 ปี และอายุ 12-17 ปี รวมถึงกลุ่มเด็กนักเรียนในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการสำรวจนักเรียนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนโควิด-19 ทั้งเข็มที่ 1 เข็มที่ 2 และเข็มกระตุ้นให้เข้ารับวัคซีน เพื่อลดความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อ ภายหลังเปิดการเรียนการสอนในรูปแบบ On-Site ทุกชั้นเรียน โดยระดับชั้นอนุบาล 1 – ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 222,213 คน ได้รับวัคซีนแล้ว จำนวน 108,144 คน คิดเป็นร้อยละ 48.67 ยังไม่ได้รับวัคซีน จำนวน 114,069 คน คิดเป็นร้อยละ 51.33 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 6 จำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 38,947 คน ได้รับวัคซีนแล้ว จำนวน 33,180 คน คิดเป็นร้อยละ 85.19 ยังไม่ได้รับวัคซีน จำนวน 5,767 คน คิดเป็นร้อยละ 14.81

Advertisement   

ทั้งนี้ สำนักการศึกษาได้มีการประชุมกับสำนักการแพทย์ สำนักอนามัย สำนักงานเขต และโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร เพื่อจัดเตรียมวัสดุ อุปกรณ์ เจ้าหน้าที่ กำหนดสถานที่ฉีดวัคซีน และนัดหมาย วัน เวลา ในการให้บริการฉีดวัคซีนแก่เด็กนักเรียนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนโควิด-19 ทั้งเข็มที่ 1 เข็มที่ 2 และเข็มกระตุ้นให้เข้ารับวัคซีน เบื้องต้นมีการวางแผนจะฉีดวัคซีนให้กับนักเรียนที่โรงเรียน เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่นักเรียนและผู้ปกครองในการพาบุตรหลานเข้ารับบริการฉีดวัคซีน นอกจากนี้ สำนักอนามัยยังได้เร่งรัดติดตามเด็กอายุระหว่าง 5-11 ปี ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน หรือยังได้รับวัคซีนไม่ครบตามเกณฑ์ เพื่อดำเนินการนัดหมายให้เข้ารับวัคซีนให้มีความครอบคลุมมากที่สุดโดยเร็วเพื่อลดความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อ ภายหลังเปิดการเรียนการสอนในรูปแบบ On-Site ทุกชั้นเรียน

นายขจิต กล่าวว่า ในส่วนของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครได้สื่อสารทำความเข้าใจ และให้คำแนะนำผู้ปกครอง ในการพาบุตรหลานเข้ารับวัคซีน รวมทั้งแนวทางปฏิบัติทั้งก่อนและหลังการเข้ารับวัคซีน การติดตามอาการของเด็กหลังฉีดวัคซีน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครอง ให้ทราบถึงประโยชน์ของวัคซีน เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อโควิด-19 สร้างความปลอดภัย ป้องกันการติดเชื้อ อาการรุนแรงและเสียชีวิตในเด็ก ซึ่งพบการเสียชีวิตในเด็กที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน มากขึ้น โดยก่อนการเข้ารับวัคซีน ผู้ปกครอง จะต้องศึกษาข้อควรรู้เกี่ยวกับโรคโควิด-19 และวัคซีนโควิด-19 ลงลายมือชื่อในเอกสารแสดงความประสงค์ให้บุตรหลานฉีดวัคซีน และกรอกข้อมูลในแบบคัดกรองก่อนรับบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 โดยเจ้าหน้าที่จะพิจารณาว่า นักเรียนสามารถฉีดวัคซีนได้หรือไม่ และในกรณีที่เด็กมีโรคประจำตัวอาการรุนแรง อาการไม่คงที่ มีความเสี่ยงอาจอันตรายถึงเสียชีวิต แพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยว่านักเรียน สามารถฉีดวัคซีนได้หรือไม่ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ปกครองในการพาบุตรหลานเข้ารับการฉีดวัคซีน

สำหรับแนวทางการเตรียมตัวก่อนและหลังการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้นักเรียนที่ประสงค์เข้ารับการฉีดวัคซีน ปฏิบัติตน ดังนี้ 1. ก่อนฉีดวัคซีนประมาณ 2 วัน ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 2. งดการออกกำลังกายหนักอย่างหนัก 3. ดื่มน้ำอย่างน้อย 3-5 แก้ว และงดการดื่มชา กาแฟ หรือน้ำอัดลม 4. เลือกฉีดวัคซีนที่ต้นแขนข้างที่ไม่ถนัด 5. หากฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่มาแล้ว ต้องเว้นช่วงการฉีดวัคซีนอย่างน้อย 1 เดือน โดยหลังได้รับวัคซีน ให้รอสังเกตอาการ 30 นาที เพื่อสังเกตอาการข้างเคียง หรืออาการแพ้วัคซีน หลังฉีดวัคซีนอาจอ่อนเพลีย มีไข้ต่ำ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย และปวด บวม แดง หรือร้อนบริเวณที่ฉีด อาจมีอาการปวดศีรษะหรือกล้ามเนื้อ 1-2 วัน ข้อแนะนำหากมีไข้ ให้รับประทานพาราเซตามอล 10 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทั้งนี้ ควรสังเกตอาการ 24 ชั่วโมงแรก 7 วัน และ 30 วัน นอกจากนี้ หลังจากฉีดวัคซีนแล้วยังไม่ควรออกกำลังกายในช่วง 1 สัปดาห์แรก ควรดื่มน้ำเยอะ ๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ

นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดแผนเผชิญเหตุพร้อมจัดเตรียมรถพยาบาลฉุกเฉินเพื่อส่งต่อนักเรียน ในกรณีนักเรียนได้รับวัคซีนแล้ว มีอาการรุนแรง คือ มีไข้สูง แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ปวดศีรษะรุนแรง ปากเบี้ยว กล้ามเนื้ออ่อนแรง มีจุดเลือดออกจำนวนมาก ผื่นขึ้นทั้งตัว อาเจียนรุนแรงมากกว่า 5 ครั้ง ชัก และหมดสติ เพื่อเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปโรงพยาบาลเพื่อพบแพทย์ในทันที หากเกิดอาการแพ้วัคซีนโควิด-19 ดังนี้ มีไข้สูง ปวดศีรษะรุนแรง หลอดลมตีบ หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก มีจุดเลือดออกจำนวนมาก ผื่นขึ้นทั้งตัว ผื่นลมพิษ อาเจียนมากกว่า 5 ครั้ง ปากเบี้ยว กล้ามเนื้ออ่อนแรง ชัก หมดสติ หน้ามืด เป็นลม หากสงสัยว่ามีอาการแพ้วัคซีนโควิด หรือมีอาการดังกล่าวข้างต้น ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที หรือติดต่อศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร (ศูนย์เอราวัณ) โทร. 1669 ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

จรัญ ชุ่มเงิน รายงาน