เขียนโดย ลักขณา นิราวัลย์
ระดับราคาหมูหน้าฟาร์ม ขยับไปอยู่ที่ 100 บาท/กก. เท่ากันทั่วประเทศ ไม่ใช่เรื่องแปลก ในเมื่อต้นทุนการผลิตพุ่งสูงขึ้นทุกวัน ผลจากสถานการณ์สงครามยูเครนที่กระทบไปทั่วโลก ทั้งข้าวโพดวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ทั้งขาดแคลนและมีราคาแพง รวมถึงต้นทุนพลังงาน ที่รัฐบาลเพิ่งลอยตัวดีเซล สถานการณ์เงินเฟ้อและอีกหลายปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาสินค้าดาหน้ากันขึ้นราคายกแผง เช่น น้ำมันปาล์ม ที่ราคาใกล้แตะ 70 บาท/กก. น้ำมันเชื้อเพลิงที่แตะ 40 บาท/ลิตร หรือแม้แต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและข้าวปลาอาหาร
ในกรณีของหมู มีปัจจัยหลายอย่างมากระทบตั้งแต่ 2 ปีก่อน ที่ประเทศไทยเกิดปัญหาโรคระบาด ASF ซึ่งทำให้แม่พันธุ์หมูเสียหายไปเป็นจำนวนถึง 50 % หรือจาก 1.2 ล้านตัว เหลือเพียง 6-8 แสนตัว ส่งผลถึงปริมาณลูกหมูขุนให้มีน้อยกว่าความต้องการมาจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่สามารถเติมซัพพลายหมูให้ขึ้นมาเท่าเดิม
เนื่องจากการเลี้ยงหมูให้ได้แม่พันธุ์หมูแต่ละตัวนั้นต้องใช้เวลาถึง 1 ปี เมื่อโตเต็มวัยแล้วต้องอุ้มท้องอีก 3 เดือน 3 อาทิตย์ 3 วัน (144 วัน) จึงจะให้ลูกหมูออกมาได้ จากนั้นการเลี้ยงลูกหมูให้เติบโตเป็นหมูขุนต้องใช้เวลาอีก 6 เดือน จึงจะสามารถส่งเข้าสู่ตลาดเป็นซัพพลายให้ผู้บริโภคต่อไป เป็นเหตุผลว่าทำไมหมูจึงไม่เพียงพอต่อความต้องการเสียที
หากคิดเฉพาะปัจจัยข้างต้น ปริมาณหมูจะเข้าสู่สมดุลได้ภายในเวลาราวๆ 2 ปี แต่ประเด็นคือการระบาดของ ASF ไม่ได้ทำลายเฉพาะหมู แต่ได้ทำลายเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูลงด้วยถึง 50% หลายฟาร์มตัดสินใจเลิกอาชีพ หรือบางฟาร์มชะลอการลงหมูเข้าเลี้ยง ย่อมทำให้การเพิ่มจำนวนผลผลิตหมูต้องชะงัก ซ้ำเติมสาเหตุแรกเข้าไปอีก
การจะกลับเข้าสู่อาชีพย่อมต้องการความมั่นใจและแรงจูงใจที่ดี แต่เหตุผลที่เกษตรกรไม่มีแรงจูงใจในการประกอบอาชีพ ก็เป็นเพราะจำเป็นต้องลงทุนในระบบและมาตรการป้องกันโรค หากไม่ทำหมูที่เลี้ยงย่อมมีสิทธิตายก่อนโต เป็นความเสี่ยงที่ไม่คุ้มค่า ดังนั้น เกษตรกรทุกคนต้องยกระดับฟาร์มให้เข้าสู่ฟาร์มมาตรฐาน มีระบบป้องกันโรคที่ดี ตลอดจนต้องควบคุมดูแลทุกกระบวนการภายในฟาร์มให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นไปตามมาตรการรัฐที่จะขีดวงจำกัดการแพร่ระบาดของโรค ซึ่งนั่นหมายถึง “เงิน” หรืองบประมาณที่ต้องใช้ เพียงสูญเสียหมูหมดฟาร์มให้ ASF ก็ชอกช้ำสุดทนแล้ว จะมีเม็ดเงินที่ไหนมายกระดับฟาร์มให้เข้าสู่มาตรฐานได้
ประเด็นเม็ดเงินลงทุนก็เรื่องหนึ่ง แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ “ราคาหมู” ยังถูกจับตาควบคุมโดยรัฐ ไม่ถูกปล่อยตามกลไกตลาดอย่างแท้จริง ถ้าต้องลงทุนหลายตังส์ทำฟาร์มเลี้ยงหมู แต่ไม่รู้ว่าจะขายได้ในราคาคุ้มทุนหรือไม่ เป็นใครก็คงไม่อยากเสี่ยง ความเชื่อมั่นในการกลับเข้าสู่ระบบของคนเลี้ยงหมูหายไปเพราะเหตุผลนี้เป็นหลัก ทำให้ปริมาณหมูที่จะเข้าสู่ระบบยังไม่เพิ่มขึ้นอย่างเต็มที่ คาดการณ์ได้ว่าต้องใช้เวลามากกว่า 2 ปี ปริมาณหมูจึงจะสอดคล้องเพียงพอต่อความต้องการ
เมื่ออุปทานน้อยอุปสงค์มาก ก็เป็นเรื่องปกติที่ราคาจะขยับขึ้นตามกลไกตลาด ยิ่งเมื่อสงครามทำให้ต้นทุนการผลิตหมูสูงขึ้นไม่ต่างกับสินค้าอื่นๆ จึงได้เห็นราคาหน้าฟาร์มที่ 100 บาท/กก. ทั่วประเทศ เกษตรกรที่ยังพอมีแรงเลี้ยงหมูอยู่ ก็ร่วมกันรักษาระดับราคาไว้ที่จุดนี้ เพราะเข้าใจดีถึงสภาพเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และกำลังซื้อของผู้บริโภค
อันที่จริงเมื่อช่วงต้นปี ราคาหมูหน้าฟาร์มเคยสูงกว่านี้ที่ 110 บาท/กก. แต่เมื่อผู้บริโภคลดการซื้อและหันไปกินโปรตีนอื่นทดแทน ก็ทำให้ราคาหน้าฟาร์มลดลงเองตามหลักอุปสงค์-อุปทาน หรือที่เรียกว่า กลไกตลาดทำงานให้ราคาเข้าสู่จุดสมดุล โดยที่รัฐไม่จำเป็นต้องแทรกแซงหรือทำให้กลไกตลาดผิดเพี้ยนไป นับเป็นตัวอย่างที่ดีและชัดเจน
ดังนั้น หากรัฐต้องการแก้ปัญหาราคาหมู ก็ควรปรับให้ปริมาณผลผลิตหมูเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว โดยควรเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้เกษตรกรคนเลี้ยงหมู ตั้งแต่ข้อแรกคือ 1.) ปล่อยราคาขายหมูให้เป็นไปตามกลไกตลาด สามารถขายได้ตามต้นทุนเพิ่มขึ้น 2.) สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อการลงทุนฟาร์ม ไม่ใช่มองว่าเลี้ยงหมูมีความเสี่ยงแล้วไม่ปล่อยกู้ 3.) ช่วยลดต้นทุนการผลิต อาทิ แก้ปัญหาราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ เป็นต้น หากทำได้ดังนี้จะเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรไทยกลับเข้าสู่ระบบ เลี้ยงหมูปลอดภัย ปลอดโรค และปริมาณหมูจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ ซึ่งนั่นจะทำให้ราคาหมูเข้าสู่สมดุลได้เอง
















