หลังจากปีใหม่ไทย หรือวันสงการณ์ กระแส “ท้าวเวสสุวรรณ” ขึ้นมายืนหนึ่งในเรื่องของวัตถุมงคลที่ใครๆบอกว่าต้องมี แต่ความจริงนั้น มีมานนานแล้วและยังได้มีการจัดสร้างขึ้นด้วยกันหลายวัด หลายสำนักทั่วประเทศ ตามความเชื่อและความศรัทธา ท่านเป็นหนึ่งในท้าวจตุโลกบาล หรือท้าวทั้งสี่ ที่ทำหน้าที่รักษาสี่ทิศ ชั้นจาตุมมหาราชิกา ซึ่ง ท้าวเวสสุวรรณ มีหน้าที่ดูแลรักษาประจำทิศเหนือ

พลิกตำนานเล่าขาน
“ท้าวเวสสุวรรณ” ท่านเป็นเทพเจ้าแห่งอสูรยักษ์ รวมถึงภูตผีปีศาจคอยปกป้องคุ้มครองดูแลโลกมนุษย์ให้เกิดร่มเย็นด้วยที่ท่านเป็นเจ้าแห่งยักษ์ มีอำนาจเหนือความตาย มีทรัพย์สินมากมายมหาศาล และยังบำเพ็ญตนอยู่ในศีลในธรรม มีเมตตา จึงเป็นที่กราบไหว้มาแต่ครั้งโบราณกาล
ทั้งนี้ มีการกล่าวขานกันหลายตำนาน เช่น นำเค้าโครงมาจากเรื่อง “รามเกียรติ์” หรืออีกตำนานกล่าวในด้านพระพุทธศาสนาจึงเกิดความศรัทธาเลื่อมใสในองค์ท่าน และสิ่งที่พิสูจน์ได้เด่นชัดเมื่อใดยามเกิดความขัดสนและเดือดร้อนจากโรคภัยเบียดเบียนและเศรษฐกิจเกิดข้าวยากหมากแพง จนยากจะไปพึ่งพิงใครได้ หลายคนจึงหันหน้าเข้าหาสิ่งศักดิ์หวังเป็นที่พึ่งทางใจ เพื่อเจริญธรรม ตั้งสติในการแก้ไขปัญหา

ในยามนี้กระแสตอบรับการขอพร กราบไหว้บูชา ” ท้าวเวสสุวรรณ ” ผู้ทรงฤทธิ์และมีใจเมตตาเปี่ยมล้นไปด้วยคุณธรรมและโชคลาภ การเข้าหาและบูชาด้วยความศรัทธา เพื่อหวังเป็นที่พึ่งยึดเหนี่ยวจิตใจส่งผลให้เกิดความสงบ ไม่คิดฟุ้งซ่าน จนเกิดสติปัญญาและมองเห็นแนวทางการปรับความคิดให้ดำรงอยู่กับสิ่งที่เกิดผลกระทบขึ้นได้ ซึ่งถือเป็นการเรียนรู้เรื่อง “คุณธรรม ธรรมมะ ธรรมชาติ ธรรมดา”
อย่างไรก็ตาม เจ้าแห่งยักษ์ ผู้มีอำนาจเหนือความตาย เป็นหนึ่งในท้าวจตุโลกบาล แห่งผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาประจำทิศเหนือ ซึ่งก่อนที่จะได้ก้าวขึ้นมาเป็น “ท้าวเวสสุวรรณ” ตามตำนานทางพระพุทธศาสนานั้น ระบุว่า ท่านเกิดในชาติตระกูลพราหมณ์ มีธุรกิจเปิดโรงงานหีบอ้อย ค้าขาย จนมีทรัพย์สินเงินทองมาก เมื่อค้าขายได้กำไรก็มักจะนำเอาเงินทองสิ่งของเครื่องใช้ไปบริจาคทำบุญแก่ผู้ยากไร้ ด้วยกุศลที่สร้างเมื่อตายไป ผลบุญกุศลและการบำเพ็ญเพียร ที่ได้สะสมมาตลอดในภพชาติตระกูลพราหมณ์ พระพรหม และ พระอิศวร จึงให้พรความเป็นอมตะแก่ท่านผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติและเป็นเทพแห่งความร่ำรวย 
ส่วนเค้าโคลงจากรามเกียรติ “ท้าวเวสสุวรรณ” มีนามว่า ท้าวกุเวร หรือ กุเรปัน เป็นพี่น้องต่างมารดา คือมี ทศกัณฐ์ กุมรรณ พิเภก และลำดับอื่นๆอาศัยอยู่ด้วยกันในกรุงลงกา ซึ่งท่านเป็นบุตรคนโตของท้าวลัสเตียน (ท้าวปุลัส) ท้าวกุเวรเป็นยักษ์ที่มีคุณธรรมถือศีลหมั่นสร้างคุณงามความดีและยังนับถือท้าวมหาพรหม ซึ่งถือเป็นเรื่องแปลกที่แตกต่างในหมู่ชนชาวยักษ์เขาไม่กระทำกัน
นานวันเข้าชาวเหล่ายักษ์เห็นว่าการกระทำของท้าวกุเวร กระทำเกินไป จนเกิดความไม่พอใจเป็นยิ่งนัก ชาวเหล่าวงศ์ยักษ์ทั้งหลาย จึงนำเรื่องไปฟ้องแก่ทศกัณฐ์ และ ท้าวลัสเตียน เพื่อกล่าวตักเตือนท้าวกุเวรให้หยุดถือศีล หยุดสร้างคุณงามความดี โดยอ้างว่าพงพันธุ์ยักษ์มิได้มาจากท้าวมหาพรหม แต่ไม่เป็นผล ท้าวกุเวร ยังคงนิ่งสงบและยังถือศีลภาวนาสร้างคุณงามความดีต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็ยังนับถือบูชาท้าวมหาพรหม เช่นเดิม ซึ่ง ทศกัณฐ์ และ ท้าวลัสเตียน ก็ไม่ได้ว่ากล่าวตำหนิ ท้าวกุเวร แต่อย่างใด เพราะเห็นว่าการมีคุณธรรม การสร้างคุณงามความดี ถือศีลปฏิบัติธรรมถือเป็นเรื่องที่ดี เป็นแบบอย่างที่ควรกระทำยิ่ง
ครั้นเมื่อสิ้น ท้าวลัสเตียน ท้าวกุเวรได้ขึ้นครองเมืองตามสิทธิ์ นางนึกษา มารดาทศกัณฐ์ เกิดความยากได้ อยากมีอำนาจครอบครองทรัพย์สมบัติ จึงได้ยุยงให้ทศกัณฐ์ เข้าชิงเมืองจากท้าวกุเวร ผู้พี่ต่างมารดา พร้อมย้ำให้ชิงเอาบุษบกที่พระพรหมมอบแก่ท้าวกุเวรมาครอบครอง ทศกัณฐ์ ไม่ขัดนางนึกษาผู้เป็นมารดา จึงนำไพร่พลเข้ายึดเมืองและได้เผชิญหน้ากับท้าวกุเวรที่ท้องพระโรง
ท้าวกุเวร ยืนสงบนิ่งขวางบัลลังก์ ไม่โต้ตอบ ซึ่งตามจริงแล้ว ท้าวกุเวร ใช่ว่าท่านนั้นไม่มีฤทธิ์เดชสู้ไม่ได้ แต่ท่านมองว่า ทศกัณฐ์มีศักดิ์เป็นน้องต่างมารดาจึงไม่คิดสู้ หรือหากมีการสู้รบกันจริงแล้ว ย่อมพ่ายแพ้เพราะฝีมือสู้ท้าวกุเวรไม่ได้ น้องต่างมารดาผู้ถูกยุแหย่ให้เห็นผิดเป็นชอบ เมื่อเห็นผู้พี่ท้าวกุเวรยืนขวางจึงเอาพระแสงดาบฟันไปที่พี่ชายเกิดแผลเลือดออกมาแดงฉาน แต่พี่ชายต่างมารดามิได้ปริปากร้อง ยังคงนิ่งสงบ พร้อมกับหยิบยื่นความเมตตาให้น้องชายต่างมารดาทันที

สุดท้าย ทศกัณฐ์ สำนึกผิดจึงก้มลงกราบขอโทษยอมคืนบัลลังก์ให้พี่ ส่วนท้าวกุเวรเห็นน้องสำนึกผิดดังนั้นจึงค่อยๆเดินออกจากเมืองโดยไม่นำสิ่งใดติดตัวไป พร้อมยังเสียสละและมอบอำนาจการครองเมืองราชบัลลังก์ ทรัพย์สินเหล่าทหารให้ทศกัณฐ์ ปกครองไปจนสิ้น แต่ในใจของท้าวกุเวรโศกเศร้าเหลือล้นที่ต้องมาเห็นพี่น้องต้องมาแยกจากกันเพียงเพื่ออำนาจแห่งความโลภ
ต่อมาท้าวกุเวร ผู้มีสติและยึดมั่นในคุณธรรมความดีเจริญธรรม ได้บำเพ็ญเพียรบูชามหาเทพทั้งสาม พระศิวะ พระวิษณุ และท้าวมหาพรหม ยาวนานเป็นเวลา 1,000 ปี จึงได้รับรางวัลจากมหาเทพทั้ง 3 โดยได้รับประทานเมืองใหม่ เป็นผู้มีทรัพย์ ดูแลกฎแห่งกรรมอยู่เหนือความตาย ได้ตะบองคฑาวิเศษ เป็นศาสตราวุธ ที่สำคัญยังได้รับการแต่งตั้งให้ดูแลทิศเหนือของเขาพระสุเมรุและได้เป็นหนึ่งในท้าวจตุโลกบาล ซึ่งถือเป็นตำแหน่งอันทรงเกียรติที่ยิ่งใหญ่มาก
จุดสังเกต ทำไมท้าวเวชสุวรรณจึงมีขาข้างขวาแตกต่างไปจากเหล่ายักษ์ทั่วไป คำตอบคือท้าวเวชสุวรรณ ถูก ทศกัณฐ์ แย่งชิงบัลลังก์ ท่านยืนสงบนิ่ง ปล่อยให้ทศกัณฐ์ใช้อาวุธมีดทำร้ายฟันเป็นแผลยังผลให้ขานั้นเหมือนพิการเดินเหินไม่ปกติเป็นเหตุให้ต้องหยั่งขาข้างขวาขึ้นข้างหนึ่งและใช้คฑาวุธค้ำยันจึงเป็นภาพลักษณ์ของ “ท้าวเวสสุวรรณ” ด้วยท่านเป็นเทพแห่งยักษ์ มีอำนาจ มีทรัพย์สินมากมายมหาศาล และยังตั้งมั่นบำเพ็ญอยู่ในศีลในธรรม มีความเมตตาแก่มนุษย์โลก จึงได้รับแรงศรัทธาจากมนุษย์โลก การนับถือกราบไหว้ด้วยดอกกุหลาบแดงจึงมาตั้งแต่ครั้งโบราณจนถึงปัจจุบัน

ท้าวเวสสุวรรณ เทพเจ้าแห่งโชคลาภ
พรอันประเสริฐจากมหาเทพทั้ง 3 ส่งผลให้ “ท้าวเวสสุวรรณ” หรือ “ท้าวกุเวร” ก้าวขึ้นเป็นเจ้าแห่งอสูรยักษ์ และภูติผีปีศาจ สถิตอยู่บนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ประทับอยู่ทางทิศเหนือ และเป็นหนึ่งในบรรดาท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ ผู้คอยคุ้มครองและดูแลโลกมนุษย์ ตามตำนานเล่าขานกันว่า หัวหน้าของท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 ประกอบไปด้วย “พระอินทร์” (ท้าวธตรฐ), “พระยม” (ท้าววิรุฬหก) และ “พระวรุณ” (ท้าววิรูปักษ์) ท้าวเวสสุวรรณ คุ้มครองโลกมนุษย์ สถิตอยู่บนสวรรค์

ท้าวเวสสุวรรณ ทรงอิทธิฤทธิ์อานุภาพมาก ร่ำรวยด้วยทรัพย์สินเงินทองมาก มีลาภยศ เสริมดวงค้าขาย ช่วยในเรื่องโชคลาภ เสริมความร่ำรวย เมื่อท่านเป็นหัวหน้าของจตุโลก ในความเชื่อของชาวอินเดียและจีน เรียกท้าวเวสสุวรรณว่า “ท้าวกุเวร” คือเทพเจ้าแห่งโชคลาภ หากประพฤติดี ท่านจะให้โชคลาภ และช่วยคุ้มครองป้องกันภัยจากสิ่งชั่วร้าย เช่น ภูติผีปีศาจและคุณไสยต่าง ๆ
สำหรับใครที่ต้องการความเจริญในลาภยศ ทรัพย์สินเงินทอง อำนาจวาสนา เสริมโชคเสริมลาภ ขจัดอุปสรรค ให้บูชารูปท้าวเวสสุวรรณ หรือท้าวกุเวร หรือกราบไหว้บูชาเป็นประจำทุกวัน
จุดสักการะธูป 9 ดอก และถวายดอกกุหลาบแดง 9 ดอก แล้วตั้งนะโม 3 จบ ระลึกถึงคุณบิดา มารดา และครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ที่ประสิทธิประสาทวิชามาแล้วระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วท่องคาถาท้าวเวสสุวรรณเพื่อบูชาประจำวัน
หมายเหตุ : ผู้ใดหวังความเจริญในลาภยศ ทรัพย์สินเงินทอง อำนาจวาสนา ให้บูชารูปองค์ท้าวเวสสุวรรณ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 จบ)
อิติปิ โส ภะคะวา ยมมะราชาโน ท้าวเวสสุวรรณโณ
มะระณัง สุขัง อะหัง สุคะโต นะโม พุทธายะ
ท้าวเวสสุวรรณโณ จาตุมะหาราชิกา ยักขะพันตาภัทภูริโต
เวสสะ พุสะ พุทธัง อะหัง พุทโธ ท้าวเวสสุวรรณโณ นะโม พุทธายะ

ท้าวเวสสุวรรณ รุ่น”เจ้าสัวโคตรล่ำซำ” มาแรง
การจัดสร้างวัตถุมงคล ท้าวเวสสุวรรณ รุ่น”เจ้าสัวโคตรล่ำซำ” เพื่อวัตถุประสงค์จัดซื้อรถตู้กู้ชีพบรรเทาสาธารณะภัยและส่งศพกลับภูมิลำเนาโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ(ฟรี) ทั้งสิ้น โดย พระครูสังฆรักษ์ธิติโสโณ (หลวงเตี่ย) พุทธอุทธยานมาฆบูชาอนุสรณ์ จ.นครนายก
อย่างไรก็ตาม การจัดสร้างวัตถุมงคลรุ่นนี้ พุทธาภิเษกด้วยกันสี่วาระ
วาระที่ 1 พุทธาภิเษกเดี่ยวโดยพระครูปลัดรณชัย “เตชปณฺโญ” หลวงพ่อช้าง เจ้าอาวาสวัดจุกเฌอ จังหวัฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2565
วาระที่ 2 พุทธาภิเษกเดี่ยวโดย พระมหามนพ กิตฺติมโน เจ้าอาวาสวัดพังม่วง จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2565 วันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2565
วาระที่ 3 พุทธาภิเษกเดี่ยวโดย หลวงพ่อประจักษ์ เจ้าอาวาสวัดบางชัน จังหวัดกรุงเทพมหานคร

วาระที่ 4 เป็นวาระสุดท้ายโดยได้นิมนต์พระเกจิอาจารย์ที่มีความเข้มขลังด้านพระเวทย์ทั่วประเทศเข้าร่วม ซึ่งช่วงเช้าได้เชิญพรามหณ์ อ่านโองการอัญเชิญเทพทั้งหลาย ครูอาจารย์ มาร่วมเป็นสักขีพยานในการพุทธาภิเษก ท้าวเวสุวรรณ รุ่น “เจ้าสัวโคตร ล่ำซำ ” และได้ถือฤกษ์ตอนช่วงบ่ายเวลา14.59 น. พระสงฆ์สวดบทเจริญชัยมงคล จากนั้นสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิทชวนปญฺโญ)เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก เจ้าอาวาสวัดไตรมิตร ให้เกียรติเป็นประธานจุดเทียนชัย และ พระครูโสภิตวิริยาภรณ์ (อิฏฐ์ ภทฺทจาโร) เจ้าคณะตำบล , เจ้าอาวาสวัดจุฬามณี จังหวัดสมุทรสงคราม ให้เกียรติดับเทียนชัย
ท้าวเวสสุวรรณ รุ่นเจ้าสัวโคตรล่ำซำ ใครมีไว้ครอบครอง มีไว้บูชา โชคลาภ ความเจริญในลาภยศ ทรัพย์สินเงินทอง อำนาจวาสนา เสริมโชคเสริมลาภ ขจัดอุปสรรค ดีนักแล…
พรหมพิริยะ จันทร์เพ็ญ รายงาน

















