ท่ามกลางการระบาดของโควิด -19 ยังมีอีกหนึ่งภัยคุกคามทางสุ ขภาพที่เป็นความท้าทาย ของไทยมาอย่างต่อเนื่อง นั่นก็คือ “วัณโรค” ( Tuberculosis – TB) จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ในปี 2563 ประเทศไทยมีผู้ป่วยวั ณโรครายใหม่จำนวนมากกว่า 105,000 รายต่อปี หรือคิดเป็น 150 คนต่อประชากรหนึ่งแสนคน และมีผู้เสียชีวิตจากวัณโรคถึง 10,000 รายต่อปี หรือเฉลี่ยวันละไม่ต่ำกว่า 40 คน จะเห็นได้ว่า วัณโรคยังเป็นสาเหตุหลักและเป็ นภัยเงียบที่คร่าชีวิตคนไทยเป็ นจำนวนมาก ดังนั้นหนทางเดียวที่จะทำให้ ประเทศไทยสามารถพิชิตวัณโรคได้ คือการเดินหน้าค้นหาผู้ป่วยวั ณโรคเชิงรุก พร้อมดึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ มาใช้ในการตรวจวินิจฉัย เพื่อหยุดการแพร่เชื้อ โดยตั้งเป้าการรักษาให้ครอบคลุ มร้อยละ 90 ของผู้ป่วยภายในปี 2568
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายระดั บประเทศนี้ ฟูจิฟิล์ม ประเทศไทย ร่วมกับ ราชวิทยาลัยรังสีแพทย์แห่ งประเทศไทย จัดงานสัมมนาเรื่อง “ End TB” , Where are we and what’s next? เพื่อเปิดมุมมองทางการรั กษาและช่วยเพิ่มโอกาสการรั กษาให้แก่ผู้ป่วยวัณโรคอย่างมี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
แพทย์หญิงผลิน กมลวัทน์ ผู้อำนวยการกองวัณโรค กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า “วัณโรคเป็นโรคที่มีมายาวนานกว่ า 100 ปี และยังคงมีการแพร่ระบาดอยู่อย่ างต่อเนื่อง ความท้าทายที่สำคัญในการรับมื อต่อโรคนี้คือการเข้าถึงผู้ป่ วยนอกระบบให้ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งก่อนหน้านี้ประเทศไทยเป็น 1 ใน 14 ประเทศที่องค์การอนามัยโลก ( WHO) จัดเป็นกลุ่มประเทศที่มีภาระวั ณโรคสูง ( High TB Burden) และจากความพยายามร่วมกันของทุ กฝ่าย ทำให้ในปี 2564 ประเทศไทยพ้นจากการเป็น 1 ใน 14 ประเทศที่มีปัญหาวัณโรคดังกล่าว โดยสามารถลดอุบัติการณ์ของโรควั ณโรคได้ร้อยละ 10 เพิ่มอัตราการรักษาได้ร้อยละ 80 และลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่ องกับการรักษาลงได้ถึงร้อยละ 30
ดังนั้น การจะยุติการแพร่ระบาดของวั ณโรคให้หมดได้ คือการค้นหาผู้ติดเชื้อให้เร็ว ด้วยการใช้มาตรการเชิงรุก เพื่อระงับการแพร่ระบาดของเชื้อ พร้อมทั้งใช้นวั ตกรรมทางการแพทย์ที่ทันสมัย อย่างล่าสุดมีการดึงเครื่ องเอกซเรย์ระบบดิจิทัลที่มี เทคโนโลยี AI มาใช้ในการวินิจฉัยร่วมกับวิธี การตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้ออณูจุลชีววิทยา ( Molecular technique) ที่สามารถอ่านผล เอกซเรย์ได้ทั นที ซึ่งต่างจากการวินิจฉัยผลแบบเดิ มที่ใช้การเก็บตัวอย่างไปเข้าห้ องแล็บ เพื่อทำการวิเคราะห์ ซึ่งมีความล่าช้าและมีค่าใช้จ่ ายสูง กว่าจะทราบผลเชื้อก็เกิดการแพร่ กระจายไปมากแล้ว โดยกรมควบคุมโรคได้ตั้งเป้ าหมายว่า ประเทศไทยต้องขยายการรักษาให้ ครอบคลุมร้อยละ 90 ของผู้ป่วยภายในปี 2568 จากเดิมที่ทำได้เพียงร้อยละ 84”
ทางด้าน นายอดิสรณ์ ท่าพริก ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เจ.เอฟ.แอดวาน เมด จำกัด กล่าวถึงการประยุกต์ใช้ เทคโนโลยีทางรังสีวิ ทยาและสารสนเทศ เพื่อตอบสนองนโยบายการกำจัดวั ณโรค ว่า “การตรวจค้นหาผู้ป่วยวัณโรคเชิ งรุกเป็นวิธีการที่สำคัญ เพื่อยุติการแพร่ระบาดของวั ณโรคและให้ได้ผลสัมฤทธิ์ตามที่ กรมควบคุมโรคตั้งเป้าหมายไว้ ยิ่งตรวจได้เร็วเท่าไหร่ เราก็จะสามารถควบคุมโรคได้ดียิ่ งขึ้น ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องนำนวั ตกรรมทางเทคโนโลยีเข้ามาช่ วยเสริมการทำงาน เพราะการวิเคราะห์ข้อมูลต้องมี ความรวดเร็วและแม่นยำ และยิ่งไปกว่านั้น ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี ทางการแพทย์และสารสนเทศก็ช่ วยให้อุปกรณ์ทางการแพทย์มี ขนาดเล็กลงและเคลื่อนย้ายสะดวก สามารถเข้าถึงผู้ป่วยในหลายพื้ นที่ อีกทั้งยังสามารถเชื่อมต่อเข้ าเครือข่ายศูนย์จัดเก็บข้อมูลผ่ านระบบ VPN Tunnel Site to Site ที่สามารถจัดเก็บข้อมูลผู้ป่ วยได้อย่างเป็นระบบในที่เดียว มีความปลอดภัยและเสริมประสิทธิ ภาพการตรวจเชิงรุกได้ดียิ่งขึ้น ลดความล่าช้าของการรักษาผู้ป่ วยวัณโรค
มร.ยูโตะ คุมาไก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ฟูจิฟิล์ม มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมเพื่ อการดูแลสุขภาพ และเครื่องมือทางการแพทย์ จากความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจผลิ ตฟิล์มถ่ายภาพ โดยมีเป้าประสงค์เพื่ อลดภาระทางการแพทย์ และยกระดับคุณภาพชีวิ ตของประชาชนชาวไทยและเมื่อเร็ว ๆ นี้เรายังได้ประกาศแคมเปญใหญ่ ระดับโลก “NEVER STOP” เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่ นในการเป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมช่ วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ ตลอดจนสถานการณ์วั ณโรคในประเทศไทย ผ่านทางเทคโนโลยี
ซึ่งเป็นนวัตกรรมสร้างสรรค์ ของฟูจิฟิล์ม เราเดินหน้าพัฒนานวั ตกรรมทางเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่ อง ประสานเทคโนโลยี AI เพื่อพัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น เครื่องเอกซเรย์ดิจิทัลเคลื่ อนที่ อย่าง FDR X Air และ FDR Nano ซึ่งเป็นเครื่องเอกซเรย์ดิจิทั ลเคลื่อนที่ที่ใช้ในการวินิจฉั ยวัณโรคปอด และสอดคล้องกับมาตรฐานเครื่ องเอกซเรย์ที่องค์การอนามั ยโลกแนะนำ (WHO) โดยสามารถช่วยบุ คลากรทางการแพทย์วินิจฉัย และระบุตำแหน่งความผิดปกติ ในปอดได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ เพิ่มประสิทธิภาพทางการรั กษาและลดอัตราการเสียชีวิต นวัตกรรมทางการแพทย์ของเราได้รั บการยอมรับและนำไปใช้อย่างกว้ างขวางในหลายพื้นที่ ในสถาบันทางการแพทย์ และโรงพยาบาลชั้นนำอย่างแพร่ หลายทั่วโลก
วัณโรคเป็นภัยเงียบตัวร้ายของสั งคมไทย ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ จะต้องเข้าถึงผู้ป่วยนอกระบบ เพื่อลดความล่าช้าในการวินิจฉั ยและการรักษา รวมถึงการป้องกันการแพร่ กระจายของโรค เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้ าก็เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิ ภาพสูง ช่วยลดอาการรุนแรงและอั ตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยวั ณโรค อันจะนำไปสู่การยุติปัญหาวั ณโรคของประเทศไทยได้ในที่สุด