29 มี.ค.65/ การรักษาผืนดินให้ยั่งยืนคือการทำให้ชาวบ้านและเกษตรกรได้เห็นถึงคุณค่าของที่ดินที่อาศัยทำกิน และช่วยกันรักษาหวงแหนไว้จนชั่วลูกชั่วหลาน ได้อยู่ได้ใช้ประโยชน์จากที่ดินเหล่านั้นสร้างอาชีพทำการเกษตรทั้งปลูกพืชปลูกผักเลี้ยงสัตว์เลี้ยงปลา ไว้เพื่อแบ่งปันกันและขายให้กับคนในชุมชนหมู่บ้าน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจาก คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.) ให้เป็นคณะอนุกรรมการคณะที่ 3 มีหน้าที่พัฒนาอาชีพให้เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร ที่ได้รับการจัดสรรที่ดินทำกินให้จากคทช. ซึ่งนำที่ดินที่ถูกบุกรุกจากนายทุนกลับมาจัดสรรให้ประชาชนที่ไร้ที่ดินทำกินและได้ผลกระทบจากโครงการรัฐได้เข้าอยู่อาศัยและทำการเกษตร ดังเช่นกรณีสหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา จำกัด อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอีกหนึ่งชุดความสำเร็จของการพัฒนาอาชีพและการส่งเสริมตลาดผลผลิตการเกษตรให้กับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่คทช.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่พร้อมด้วย นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และคณะ ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา จำกัด ตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งสมาชิกสหกรณ์แห่งนี้ได้รับการจัดสรรที่ดินจากคทช. และมีการนำระบบสหกรณ์เข้ามาบริหารจัดการผลผลิตของคนในชุมชน โดยจัดตั้งเป็นสหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา จำกัด มีบทบาทในการส่งเสริมสมาชิกให้ทำการเกษตรแบบอินทรีย์และมีการเชื่อมโยงกับภาคเอกชน โดยมีเกษตรกรรุ่นใหม่เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาระบบตลาดและมาตรฐานสินค้าอินทรีย์ร่วมถึงการทำการตลาดที่สอดคล้องกับภาวะในปัจจุบัน
ทั้งนี้ ผลจากการติดตามพบว่า สหกรณ์มีการพัฒนาตลาดประสบความสำเร็จในการสร้างแบรนด์สินค้าอินทรีย์ของตนเองในชื่อ”Maetha” ทำให้สมาชิกสามารถขายผลผลิตเกษตรอินทรีย์ได้ต่อเนื่องทั้งปีภายใต้การคุมคุณภาพของทีมสหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา ซึ่งถือเป็นอีกพื้นที่ต้นแบบที่จะสร้างกำลังใจให้เกษตรกรและประชาชน ในพื้นที่คทช.อีกหลายแห่งจะใช้เป็นตัวอย่างในการสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืน

“ ที่ดิน คทช.เป็นพื้นที่ป่าที่รัฐรวบรวมกลับมาและสรรให้เกษตรกรคนละ 10 ไร่ ซึ่งจำนวนที่ดินอาจไม่มากแต่เพียงพอสำหรับการทำมาหากิน ต้องอาศัยความตั้งใจของทุกคนที่จะสู้เพื่อครอบครัวของตัวเองในการสร้างอาชีพ ซึ่งรัฐบาลพร้อมช่วยเหลือเป็นพี่เลี้ยงให้ผ่านกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และอีกหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในคณะอนุกรรมการชุดที่ 3 ที่ได้รับมอบหมายจากคทช.ให้พัฒนาอาชีพให้เกษตรกรในพื้นที่คทช. เชื่อว่าเมื่อทุกคนร่วมใจกันจะสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและสหกรณ์ที่เราเป็นสมาชิกและส่งผลต่อเศรษฐกิจครัวเรือนที่ดีขึ้นและมีความยั่งยืนในถิ่นที่อยู่ที่รัฐและประชาชนทั่วประเทศจัดให้กับพี่น้องที่เดือดร้อน “ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว
ด้าน นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมฯได้ขับเคลื่อนการพัฒนาที่ดินคทช.ผ่านระบบสหกรณ์ตามที่ได้รับมอบหมายตั้งแต่ปี 2558 โดยได้เข้าพัฒนาแล้ว 6 ชุมชนใน 4 จังหวัด เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชุมชนผ่านระบบสหกรณ์ ทั้งนี้ กรมได้รับมอบที่ดินจากคทช.ที่จัดคนลงแปลงที่ดินแล้วจำนวน 3.2 แสนไร่ 64 จังหวัด และได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปแนะนำส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาด ในพื้นที่คทช.เนื้อที่ 2.9 แสนไร่ โดยในปี 65 จะเข้าดำเนินการในพื้นที่นำร่อง 30 แห่งร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายใต้แผนปฏิบัติ 3 ปีเป้าหมายคือเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ทั้งนี้จะมีตัวชี้วัด 6 ด้านคือ การพัฒนาที่ดินและการใช้ประโยชน์บนพื้นฐานโซนนิ่งพื้นที่เกษตร การพัฒนาแหล่งน้ำและปัจจัยพื้นฐาน การส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาด การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การทำบัญชีครัวเรือน ภายใต้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สำหรับพื้นที่ชุมชนบ้านแม่ทา มีพื้นที่รับมอบจากกรมป่าไม้ 2,323 แปลง 1,190 ราย รวมพื้นที่ 7,282 ไร่ คทช.จังหวัดอนุญาตให้ราษฎรเข้าทำประโยชน์ 1,374 ราย 2,693 แปลง พื้นที่ 5,586 ไร่ กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหลักที่เข้ามาสนับสนุนเครื่องจักรและอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพและแปรรูปผลผลิตในพื้นที่ตั้งแต่ปี 2561 ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร (ไทยนิยม ยั่งยืน) ดังนี้
- อุปกรณ์ตัดแต่งผลลิตการเกษตร จำนวน 127,000 บาท
- ห้องเย็นจัดเก็บผลผลิตการเกษตร จำนวน 400,000 บาท
- ปรับปรุงอาคารรับซื้อผลผลิตการเกษตร จำนวน 369,500 บาท

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมด้านการผลิตพืชผักอินทรีย์ของชุมชน ทั้งในด้านการวางแผนการผลิต การวิเคราะห์สำรวจตลาด การสำรวจภาวะเศรษฐกิจ โดยให้สหกรณ์เป็นเจ้าของโรงเรือน และให้บริการไปยังสมาชิกชุมชน ทั้งที่เป็นสมาชิกและไม่เป็นสมาชิก โดยมี อบต.แม่ทา เป็นที่ปรึกษา ขณะนี้มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการ จำนวน 70 คน โดยตั้งแต่ปี 2558 – 2564 สหกรณ์สามารถบริการชุมชนในเรื่องของการส่งเสริมการปลูกพืชผักอินทรีย์ จำนวนทั้งสิ้น 158 ชนิด
นางบัวใส กันธะดา อายุ 58 ปี เกษตรกร ต.แม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ เป็นเกษตรกรที่ได้รับที่ดินตามโครงการ คทช. กล่าวว่า อยู่ในพื้นที่มานานตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ แต่ไม่มีความมั่นคงในพื้นที่ดินทำให้ไม่กล้าพัฒนาอะไรมาก หลังจากคทช.ให้อยู่ทำให้มีความมั่นคงมากขึ้น จึงทำเกษตรหลากหลายมากขึ้นมีรายได้เพียงพอต่อการดูแลครอบครัว นอกจากนั้นบุตรสาวอายุ 38 ปี ทำอาชีพบริษัททัวร์แต่ได้รับผลกระทบจากโควิดกลับมาอยู่บ้าน 2 ปี ช่วยทำการเกษตรขณะนี้ไม่คิดกลับไปเป็นลูกจ้างบริษัทแล้ว แต่ช่วยพ่อแม่ทำการเกษตร เพราะเห็นว่าอาชีพเกษตรคืออาชีพที่เลี้ยงตัวได้ดีและมีความยั่งยืนปัจจุบันรายได้ครัวเรือนมาจากการขายผักทุกวันผ่านสหกรณ์ ขายตลาดนัดในพื้นที่ และผ่านระบบออนไลน์ที่ลูกสาวช่วยกันทำ

นางบัวใสบอกว่า 20 ปีก่อนหน้าทำข้าวโพดใช้สารเคมี และ 19 ปีที่ผ่านมาหันมาทำเกษตรอินทรีย์ทำให้มีสุขภาพดีและมีรายได้ต่อเนื่องทุกวันเพราะปลูกผักสวนครัวขายได้ทุกวัน

นายเหรียญทอง พัดอุ อายุ 66 ปี ได้ที่ดินคทช. 2 ไร่เศษ ซึ่งดีใจมากเพราะมีความมั่นคงในที่ดินมากขึ้น สามารถที่จะขุดบ่อน้ำได้ ขุดบ่อบาดาลได้ จากเดิมที่ทำอะไรไม่ได้ แม้จะอยู่กันมาแต่สมัยตายายอยู่กันมา 30 ครัวเรือน ทำถนนก็ไม่ได้ พอมาเป็นที่ดินคทช. และบางจุดได้โฉนดชุมชนด้วยก็ดีขึ้นทำถนนได้ พอมีน้ำก็สบายขึ้น คนในแม่ทาจึงดีใจมาก ขณะนี้ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ทำเกษตรผสมผสาน จะมีรายได้ตามฤดูกาล และบางช่วงก็จะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพราะในพื้นที่เลี้ยงโคนมกันเยอะ ตอนนี้พออยู่พอกินเรียกว่ารวยล่ะ ถ้าเราพอเพียงก็ถือว่าผมก็รวย

















