วอนรัฐเร่งเยียวยา – ฟื้นความเชื่อมั่นผู้เลี้ยงหมู

ราคาหมูที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นทำนิวไฮในรอบ 10 ปี ถือว่าไม่ใช่เรื่องเกินคาดการณ์ของคนในวงการหมู นับจากการเกิดโรคระบาดที่ทำลายหมูรอบบ้านเราแทบทุกประเทศ ไล่มาตั้งแต่จีน เวียดนาม ลาว กัมพูชา มาเลเซีย และเมียนมา ทำให้เกษตรกรไทยหวั่นวิตก  โดยเฉพาะในวิกฤตโควิด-19 ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ราคาหมูจึงตกต่ำอย่างหนัก คนเลี้ยงหมูยิ่งลดลงเพราะภาวะขาดทุนสะสม

12 ม.ค. 65 นายวิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่า เห็นด้วยกับการที่ภาครัฐจะส่งเสริมเกษตรรายย่อยให้กลับเข้าระบบอีกครั้ง แต่ขอให้รัฐเร่งจ่ายเงินชดเชยคงค้างให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทำลายหมูจากภาวะโรค และกลุ่มที่ได้รับความเสียหายจากเหตุน้ำท่วม เพื่อให้มีเงินทุนในการประกอบอาชีพ พร้อมกับมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยา-ลดหนี้-พักหนี้-พักดอกเบี้ย และช่วยลดต้นทุนการเลี้ยง รวมทั้งปล่อยให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาด เนื่องจากนโยบายการคุมราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มก่อนหน้านี้ ในขณะที่ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และเกษตรกรต้องเผชิญกับโรคหมูหลายโรค เป็นเหตุให้คนเลี้ยงต้องเลิกอาชีพ หลังจากนี้ รัฐบาลต้องมีวิธีจูงใจและฟื้นความเชื่อมั่นให้เกษตรกรกลับมาเลี้ยงหมูเพิ่ม เพื่อเร่งผลักดันซัพพลายหมูเข้าระบบให้เร็วที่สุด

นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แสดงความเห็นเรื่องการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคในหมูว่า นอกจากกรมปศุสัตว์แล้ว ควรจะเปิดกว้างให้สถาบันการศึกษาและภาคบริษัทที่มีศักยภาพเข้ามาร่วมพัฒนาเพราะมีองค์ความรู้และความพร้อมอยู่แล้ว นอกจากนี้ ควรสนับสนุนสินเชื่อแก่ภาคเกษตรเพื่อเร่งฟื้นฟูอาชีพและเสริมสภาพคล่อง ตลอดจนพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับด้านการเกษตร ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ อาทิ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เหมือนอย่างในอดีตที่ธนาคารเคยกำหนดการปล่อยสินเชื่อแก่เกษตรกร และควรลดอัตราภาษีนำเข้ากากถั่วเหลืองจาก 2% เหลือ 0% เพราะไทยต้องนำเข้ากากถั่วเหลืองเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงได้เป็นอย่างมาก

ขณะที่ผู้เลี้ยงภาคเหนือ นายสุนทราภรณ์ สิงห์รีวงศ์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคเหนือ บอกว่าต้องสร้างแรงจูงใจและสร้างความมั่นใจด้วยการประกันภัย กรณีที่กลับมาเลี้ยงใหม่แล้วเกิดความเสียหาย จะต้องมีการชดเชยในทันที และเสนอให้ภาครัฐยกเลิกการกำหนดราคาทั้งหมูเป็นและหมูชำแหละ เพื่อปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดและเกิดการแข่งขัน โดยคาดว่าสถานการณ์หมูจะกลับสู่ภาวะปกติได้ภายใน 6-12 เดือน หากรัฐส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยอย่างจริงจัง สอดคล้องกับ นักวิชาการสายวัตถุดิบอาหารสัตว์

นายธนา วรพจน์วิสิทธิ์ ให้ความเห็นว่าปัจจัยด้านวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีราคาสูงเป็นประวัติการณ์ ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตสัตว์สูงขึ้นถึง 30-40% ถือเป็นอุปสรรคสำคัญของคนเลี้ยงสัตว์ที่รัฐควรเร่งแก้ปัญหา เช่น ยกเลิกภาษีนำเข้าถั่วเหลืองและกากถั่ว และการวางเพดานราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไม่ให้สูงกว่าตลาดโลก พร้อมทั้งทบทวนมาตรการต่างๆที่สร้างภาระต่อเนื่องให้ผู้เลี้ยง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรได้

เรื่องนี้ผู้บริโภคเองก็ช่วยได้เช่นกัน เพราะต้องไม่ลืมว่ายังมีทางเลือกในการบริโภคอาหารโปรตีนอื่นๆทดแทนเนื้อหมูอีกมากมาย เช่น เนื้อไก่ที่เป็นอาหารทดแทนกันได้อยู่แล้ว ซึ่งราคาถูกกว่าหมูถึง 3 เท่า รวมทั้งปลา ไข่ไก่ เนื้อ กุ้ง หรือโปรตีนธรรมชาติที่มีให้เลือกหลากหลาย ช่วงนี้เว้นหมูไปก่อน ถ้าคิดว่าราคาสูง นอกจากจะช่วยลดรายจ่ายในกระเป๋า ยังเป็นการกระจายรายได้ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ชนิดอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน แบบนี้ก็ Win-Win ทุกฝ่าย./