การเมืองเรื่องยุ่ง ๆ 2 รสชาติ จบแต่อาจไม่จบ??

แชร์

14พ.ย.64 / คอลัมน์ : คมความคิด

คอลัมน์นิสต์ : นายจักรยาน

สถานการณ์การเมืองในเรื่องผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ได้ตัดสินว่าการกระทำและพฤติกรรมของแกนนำ 3 นิ้ว 1 หญิง 2 ชายนั้น เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามมาตรา 49​ พร้อมทั้งสั่งการให้ 3 แกนนำ 3 กีบ รวมทั้งองค์กรเครือข่ายเลิกระทำดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตด้วยตามมาตรา 49 วรรค 2

ประเด็นมาตรา 49 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญได้เขียนบัญญัติไว้ว่า “ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวได้

​แต่คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในคดีดังกล่าวเหมือนจะจบ แต่ก็ไม่จบ เพราะเป็นธรรมดาของมนุษย์ที่ต้องมีความเห็นแย้ง ว่าไม่เห็นด้วย และก็ยินดีที่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัย

​จากการติดตามของความเห็นแย้งทั้ง 2 ฝ่าย จะทราบว่าผู้ที่เห็นด้วยได้อรรถาธิบายแจกแจงข้อกฎหมายด้วยความสุภาพให้เกิดความกระจ่าง

​แต่ทว่าผู้ที่ไม่เห็นด้วยกลับออกมา “ด่า” ศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งอ้างเรื่อง “เสรีภาพ” ที่ทุกคนทุกกลุ่มสามารถกระทำได้อย่างสุดฤทธิ์สุดโต่งด่าใครก็ได้ตามใจชอบ ไม่มีความผิดอะไร

เรา ๆ ท่าน ๆ หลาย ๆ คนฟังคำว่า “เสรีภาพ” ของสถานการณ์การเมืองไทย ณ เวลานี้อาจจะรู้สึกคลื่นใส้อาเจียนออกมาก็ได้

​เนื่องจากองค์กรเครือข่าย 3 นิ้วได้ประกาศเดินหน้าต่อไม่ยอมหยุดการกระทำ ยังรวมพลใช้เท้าเดินขบวนต่อในวันที่ 14 พ.ย. 64

และเชื่อว่าจะมีการนัดเท้าของบรรดาองค์กรเครือข่ายของขบวนการ 3 นิ้วมาเดินขบวนเป็นระยะ ๆ ไม่หยุดกระทำตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ

​ด้วยเหตุฉะนี้ก็คงไม่ “จบ” ง่าย ๆ ที่องค์กรเครือข่าย ๆ จะต้องทำ “เสรีภาพ”ให้ยุ่งกันเข้าไว้

ทุกบ้านเมืองก็มี “เสรีภาพ” และ “กฎหมาย” ควบคู่กันไป เพื่อดูแลให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับประโยชน์จากเสรีภาพ และความสงบสุขของคนในชาติ

แต่ทว่านักกฎหมายหลาย ๆ คนใช้คำว่า “เสรีภาพ” มาตีความเข้าข้างความคิดเห็นของตนเอง โดยไม่สนใจว่าบ้านเมืองจะเกิดเหตุด่วนเหตุร้ายอะไรขึ้นมา

เคยอ่านคมวาทะของนักกฎหมายที่เป็นตัวอย่างที่ดี ๆ ในอดีตผ่านหูผ่านตาที่ได้กล่าวไว้ว่า “ถ้ากฎหมายพูดได้ จะด่านักกฎหมายเป็นอันดับแรก”!!

ก็ต้อง “ตีความ” กันเอาเองว่า กฎหมายจะด่านักกฎหมายที่แถสีข้างตนเอง ใช่หรือไม่??

สำหรับสถานการณ์การเมืองของรัฐบาล “ลุงตู่” ที่จะจัดมิตติ้งพรรคร่วมรัฐบาลรวมทั้งรัฐมนตรีในวันที่ 26 พ.ย. 64 นี้ ไม่ต้อง “ตีความ” ให้สับสนประการใด

เพราะเป็นการแสดงพลังให้ “ฝ่ายค้าน” และขั้วตรงกันข้ามได้รู้ว่า “รัฐบาลเรือเหล็ก” ของ “ลุงตู่” ยังไม่จมน้ำมีความกลมเกลียวสามัคคีกัน

เชื่อว่าในการชุมนุมสามัคคีกันของบรรดาพวกฝ่ายรัฐบาลจะมีกลุ่มบุคคลคอยจ้องจับผิดว่าจะกลายเป็น “คลัสเตอร์” ใหม่ของการระบาด “ไวรัสนรกโควิด-19” หรือไม่??

​ในวันสามัคคีกันนั้นยังมีการประกาศห้ามดื่มแอลกอฮอร์ทุกชนิด ซึ่งจะต้องมีการจับตาดูว่ามีใครจิบไวน์ ดื่มวิสกี้ ดื่มบรั่นดี ที่จะมีภาพปรากฏออกมาให้เห็น

อาจจะมีแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลยืนยันว่าวันนั้นมีแต่เรื่อง “กิน” ไม่มี “ดื่่ม” ให้ผิดกฎหมาย!!

อ๊ะ อ๊ะ!! ที่สำคัญสุดยอดก็คือ “ลุงตู่” ที่ “กิน”เกาเหลา” กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ จะตกลง “กินเส้น” กันใหม่ในวันสามัคคีกลมเกลียวของพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่??

ก็ต้องคอยดูฝีมือของพี่ใหญ่ 3 ป. “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐว่าจะทำหน้าที่เคลียร์ปัญหา “เกาหลา” กันอย่างไร

ถ้าวันนั้นมีรูปของพี่น้อง 3 ป. “ลุงป้อม” “ลุงป๊อก” และ “ลุงตู่” ร่วมเฟรมกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เผยแพร่ทั้งทางสื่อโซเซียลและสื่อทีวี สื่อกระดาษ ไปทั่วราชอาณาจักรไทย

รัฐบาลไทยที่นำโดย “ลุงตู่” ก็จะพารัฐนาวาลุยน้ำลุยไฟลุยปากฝ่ายค้านและทะลุม็อบไปจนครบเทอม 4 ปีในเดือนมีนาคม 2566!!

​แต่ถ้างานสังสรรค์เพื่อความกลมเกลียวสามัคคี ไม่มีข่าวออกมาว่า “ลุงตู่” กับ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐจะนั่งซด “กินเส้น” ทั้่งเส้นเล็ก เส้นใหญ่ เส้นหมี่ บะหมี่ เหมือนเดิมอย่างในอดีตที่ผ่านมา

​รัฐบาล “ลุงตู่” ที่มีการวิเคราะห์สังเคราะห์ว่าจะสามารถลากให้อยู่ยาวจนครบวาระ 4 ปีเพื่อเป็นเกียรติประวัติของ “ลุงตู่”!!

การอดทนตื๊อลากไปยาวๆ ของ “ลุงตู่” อาจจะสะดุดตีลังกาในกลางปี 2565 หรือปลายปี 2565 ที่ยังไม่มีใครคาดเดาได้ รัฐบาลคณะ 3 ป. ก็ต้องอวสานสวัสดี!?!

​ส่วน “ลุงตู่” ที่ไม่เคยพูดว่า “ผมพอแล้ว” ก็ตีความได้ว่า “ยังไม่พอ” ขอนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีต่อไปอีกหลังเลือกตั้งครั้งหน้าให้เป็น “นายกรัฐมนตรี” ที่นั่งยืดยาวจนเมื่อยก้นกว่า “นายกรัฐมนตรี” ทุกคนในอดีตกาง!?!

ก็อยู่ที่ดวงชะตากรรมของ “ลุงตู่” ว่าจะได้อยู่ยาวต่อไปหรือไม่??

ถ้าประชาชนไม่เบื่อ ก็ไปได้เรื่อย ๆ แต่ประชาชนเบื่อ เชื่อว่าบ้านเมืองยุ่งแน่??


แชร์