แม่ฮ่องสอน ผลักดัน เกษตกรปลูก “กัญชง” เป็นพืชเศรษฐกิจ

แชร์

27 ก.ย.64 นายชนก มากพันธุ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กัญชง พันธุ์ไทยพื้นเมือง 83 สายพันธุ์” โดยมี นพ.เกรียงศักดิ์ หลิวจันทร์พัฒนา ประธานบริษัท ไทยเฮมพ์ เวลเนส จำกัด ดร.เสถียรพงษ์ แก้วสด ประธานกรรมการบริหารบริษัทฯ ดร.เพิ่มศักดิ์ สุภาพรเหมินทร์ พล.อ.สุทัศน์ จารุมณี ประธานที่ปรึกษามูลนิธิวนเกษตรอินทรีย์ รศ.ดร.ชาตรี มณีโกศล อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่ นายกรัณย์พล แสงทอง ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 สาขาแม่ฮ่องสอน บจก.เซ็ปเป้ และ บจก.วี อีโค ร่วมให้การต้อนรับและเปิดโครงการ พร้อมกันนี้ได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร ปลูกต้นกัญชงต้นแรกทั้ง 83 สายพันธุ์ในแปลงวิจัย ที่ ศูนย์วิจัยกัญชง หมู่ที่ 4 ต.ผาบ่อง อ.เมืองแม่ฮ่องสอน จ.แม่ฮ่องสอน

ทั้งนี้นายชนก มากพันธุ์ รอง ผวจ.แม่ฮ่องสอน กล่าวว่า การปลูกกัญชงจะเป็นการยกระดับรายได้ของพี่น้องชาว จ.แม่ฮ่องสอน ให้ดีขึ้น ใน 1 ไร่ จะได้ผลตอบแทนจากการปลูกกัญชงสูงกว่าการปลูกข้าวโพดซึ่งต้องปลูกมากถึง 40 ไร่ นับว่าโครงการนี้เป็นก้าวแรกที่จะทำให้มีการส่งเสริมให้มีการปลูกกัญชงเพื่อลดการบุกรุกทำลายป่าในพื้นที่ของจังหวัดแม่ฮ่องสอนลง ในการปลูก 1 ไร่ เท่ากับการปลูกข้าวโพด 40 ไร่ ซึ่งหมายความว่าการใช้พื้นที่สำหรับปลูกกัญชงก็จะน้อยลง การบุกรุกทำลายป่าก็จะน้อยลง ถือได้ว่าเป็นก้าวแรกที่จะทำให้เห็นการสร้างเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ คือ ทำน้อยแต่ได้ผลตอบแทนมาก

“โดยจังหวัดแม่ฮ่องสอน เห็นความสำคัญของโครงการนี้จึงสนับสนุนส่งเสริมให้การการปลูกในพื้นที่ที่มีโครงการปลูกป่าเพื่อสร้างรายได้ โดยวางเป้าหมายที่จะดำเนินการในพื้นที่ คทช. ซึ่งสามารถดำเนินการได้ ซึ่งทางจังหวัดเชื่อว่า คทช. จะเป็นทางรอดของจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพราะในพื้นที่ คทช. สามารถดำเนินกิจกรรมที่ได้รับอนุญาตจากภาครัฐได้ โดยที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาล ซึ่งขณะนี้ได้มีการอนุญาตในพื้นที่ คทช. ไปแล้วหลายแปลง โดยเฉพาะพื้นที่ภายใต้โครงการหลวงทั้งหมดได้มีการอนุญาตไปแล้ว” รอง ผวจ.แม่ฮ่องสอน กล่าว

นพ.เกรียงศักดิ์ หลิวจันทร์พัฒนา ประธานบริษัท ไทยเฮมพ์ เวลเนส จำกัด กล่าวว่า พันธุกรรมและสายพันธุ์กัญชงพื้นเมืองของไทยคือ ทรัพยากรชีวภาพที่มีมูลค่าประเมินไม่ได้ เป็นฐานสำคัญในการสร้างความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมกัญชงของประเทศ ซึ่งบริษัทได้มีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ในการสร้างมาตรฐานสายพันธุ์กัญชงให้เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์แต่ละด้าน มีปริมาณสาร THC ตามกฎหมายกำหนด และบริษัทยังกำหนดนโยบายให้กลุ่มเกษตรมีส่วนร่วมในการดูแล และร่วมคัดสายพันธุ์ เพราะจุดกำเนิดของการรวบรวมกัญชงเริ่มต้นขึ้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน และจะเป็นพื้นที่ในการส่งเสริมการเพาะปลูกต่อไป ซึ่งจะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้จากพืชเศรษฐกิจชนิดนี้ อีกทั้งยังช่วยคืนพื้นที่ป่าที่บริษัทได้มีข้อตกลงความร่วมมือกับสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 สาขาจังหวัดแม่ฮ่องสอนอีกด้วย

นางสาวปียจิต รักอริยะพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SAPPE กล่าวว่า เซ็ปเป้ ได้เตรียมพร้อมรับเทรนกัญชงโดยได้ลงนามความร่วมมือและบันทึกข้อตกลง (MOA) ร่วมกับ บจก.ไทยเฮมพ์ เวลเนส ในโครงการส่งเสริมการปลูกพืชกัญชง เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา อีกทั้งยังร่วมมือพัฒนาสายพันธุ์กัญชงพันธุ์ไทยพื้นเมือง เพื่อนำ CBD และสารพฤกษเคมีที่เหมาะสมไปใช้กับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มของ SAPPE คาดว่าหลังจากที่กฎหมายปลดล็อกให้ใช้สารสกัดจากกัญชงแล้ว จะมีผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ๆ มาเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคมากขึ้น สร้างกระแสให้ตลาดอาหาร-เครื่องดื่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง นอกจากนี้การสนับสนุนและส่งเสริมการปลูกกัญชงยังช่วยสร้างอาชีพให้กับเกษตรกรและกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนด้วย

ด้าน นายพีระพล มาวาตาริ ประธานกรรมการ บริษัท วี โค จำกัด กล่าวว่า วี อีโค ได้สนับสนุนและร่วมมือวิจัยพัฒนาสายพันธุ์กัญชงพันธุ์ไทยพื้นเมือง กับ บริษัท ไทยเฮมพ์ เวลเนส จำกัด เพื่อนำสารสกัดไปใช้กับผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของบริษัทฯ คาดว่าจะได้รับผลตอบรับที่ดี อีกทั้ง วีอีโค ยังเป็นบริษัทนำร่องในการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และดำเนินธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมตลอดมา กัญชงนับเป็นพืชเศรษฐกิจ หรือขุมทรัพย์สมุนไพร ที่สร้างรายได้ สร้างคุณภาพชีวิต สร้างความยั่งยืน ฟื้นฟูสู่เศรษฐกิจ สังคม ผืนป่า สิ่งแวดล้อมและองค์กรธุรกิจของไทยได้เป็นอย่างดี พร้อมกับนำร่องโดยการใช้กัญชงและคริปโตเคอร์เรนซี “WE ECO TOKEN” ซึ่งเป็น ยูทิลิตี้พร้อมใช้ อยู่ในระบบ Pancakeswap ที่สามารถนำมาแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการของบริษัทเครือข่ายได้อีกด้วย เพราะวัตถุประสงค์ของบริษัททำเพื่อสิ่งแวดล้อมตลอดมา

ชนานันท์ เง่าสุวรรณ์ จ.แม่ฮ่องสอน/รายงาน


แชร์