ดูกทม.ทำ…ผวากันทั้งเมือง!

สถานการณ์เชื้อไวรัสโคโรน่า โควิด-19 ได้กลายเป็นปัญหาใหญ่ขยายวงกว้างไปทั่วประเทศ ส่งผลให้คณะแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทั่วประเทศต้องทำงานแทบไม่ได้พักผ่อน และลืมเรื่องวันหยุดไปด้วยความเต็มใจและเสียสละเพื่อส่วนรวม เพื่อคนไทยทั้งประเทศ ด้วยความมุ่งมั่นเยียวยารักษาภัยร้ายที่แทบจะกลืนกินประเทศให้กลายเป็นเมืองร้างในพริบตา!

สำหรับเมืองฟ้าอมร อย่างกรุงเทพมหานคร หลังจากตั้งรับมาแบบสบายๆ ยามนี้ตั้งหลักได้เตรียมเร่งออกมาตรการด้านการบริหารจัดการขึ้นมาควบคุมเพื่อป้องกันโรคร้ายด้วยการฉีดยาคุมชนิดแรง ใส่คนเมืองกว่า 10 ล้านคน ส่งผลให้เสียงตอบรับออกเป็น 2 ทาง บ้างว่าไม่เห็นด้วย บ้างก็ว่าดีแล้ว ยามนี้ต้องช่วยกัน แต่ที่แน่ๆเสียงคำพูดลอยมาจากโลกออนไลน์ ได้คำตอบว่า ผวากันทั้งเมืองกับกฎที่ กทม. มีผลบังคับใช้ และมีอะไรบ้าง เกาะติดข่าวในบรรทัดต่อไปนี้

ศูนย์เอราวัณ ปรับแผนการคัดกรอง เร่งนำส่งผู้ป่วยตกค้าง

26เม.ย.64/นางศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงความคืบหน้าการนำส่งผู้ป่วยของศูนย์เอราวัณ ว่า  กรุงเทพมหานคร โดยศูนย์เอราวัณได้ดำเนินการนำส่งผู้ป่วยโควิดเข้าระบบการรักษาของโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดปัญหาผู้ป่วยตกค้าง สำหรับจำนวนผู้ป่วยตกค้างที่รอเข้ารับเข้าสู่ระบบการรักษา เมื่อวันที่ 24 เม.ย.64 มีจำนวน 352 ราย เข้ามาเพิ่มเมื่อวันที่ 25 เม.ย.64 จำนวน 217 ราย นำส่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลโดยกำลังของศูนย์เอราวัณและเครือข่าย จำนวน 347 ราย คงเหลือผู้ป่วยตกค้างที่รอเข้ารับเข้าสู่ระบบการรักษา จำนวน 222 ราย คาดว่าจะสามารถดำเนินการรับส่งผู้ติดเชื้อเข้าระบบการรักษาทั้งหมดได้ภายในวันนี้

อย่างไรก็ดีหากมีผู้ป่วยเพิ่มเข้ามาศูนย์ฯ จะเร่งนำส่งผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลที่เหมาะสมโดยเร็วที่สุด  โดยวันนี้ศูนย์เอราวัณจะปรับแผนการนำส่งผู้ป่วยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล เนื่องจากจากการสอบถามข้อมูลและการคัดกรองอาการผู้ป่วยทางโทรศัพท์อาจคลาดเคลื่อน ทำให้นำส่งโรงพยาบาลไม่ตรงกับระดับการติดเชื้อ

ทั้งนี้เพื่อให้การนำส่งเป็นไปด้วยความรวดเร็วและถูกต้อง ศูนย์เอราวัณจะนำผู้ป่วยที่รอเข้าสู่ระบบรักษาไปทำการคัดกรองเชื้อโรค ที่โรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน และโรงพยาบาลสิรินทร เพื่อทำการคัดแยกผู้ป่วยว่าเป็นผู้ติดเชื้อระดับใด เป็นโควิดเขียว หรือเหลือง หรือแดง จากนั้นเมื่อทราบระดับการติดเชื้อ จะได้นำส่งโรงพยาบาลหรือโรงพยาบาลสนามต่อไป สำหรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อที่อยู่ระหว่างรอการนำส่งเข้าสู่ระบบการรักษา ขอให้กักตัวอยู่ที่บ้านงดการเดินทางหรือออกไปทำกิจกรรมส่วนรวม เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อโรคต่อไปด้วย

เร่งจัดหาเตียง ICU รองรับผู้ป่วยโควิด-19

กทม.เตรียมพร้อมบริหารจัดการเตียง ICU รองรับผู้ป่วยโควิด-19 ตามระดับอาการซึ่งในประเด็นนี้ นางศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงการจัดเตรียมเตียง  ICU และบุคลากรทางการแพทย์ของกรุงเทพมหานคร เพื่อรองรับการรักษาพยาบาลผู้ป่วยโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นว่า จากสถานการณ์ที่มีผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่มขึ้นจำนวนมากในแต่ละวัน โดยกรุงเทพมหานคร ได้มอบหมายให้สำนักการแพทย์ประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมสร้าง ICU เพิ่มเติมโดยเร่งด่วน พร้อมเตรียมบุคลากรทางการแพทย์และเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงหมุนเวียนปรับโยกย้ายผู้ป่วยตามอาการ ตลอดจนปรับหอผู้ป่วยเตียงรวมที่ไม่มีห้องแยก (cohort COVID-ICU) เพื่อความเหมาะสม

นอกจากนี้ ยังได้ประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนในการบริหารจัดการเตียง ICU เพื่อรองรับผู้ป่วยโควิดที่มีอาการหนัก ซึ่งศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร หรือศูนย์เอราวัณ จะเป็นหน่วยบริหารจัดการเตียงผู้ป่วยโควิด-19 และการจัดสรรเตียงในพื้นที่กรุงเทพฯ ให้ผู้ป่วยตามระดับความรุนแรงของโรค พร้อมบริหารรถนำส่งผู้ป่วย ไปยังสถานพยาบาลซึ่งเป็นเครือข่ายบริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง โดยคัดแยกผู้ป่วยตามระดับอาการ ดังนี้

(1) “ผู้ป่วยสีเขียว” คือ ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ไม่มีอาการ หรือมีอาการเล็กน้อย เช่น มีประวัติไข้ หรือวัดอุณหภูมิได้ตั้งแต่ 37.5 องศาฯ  ขึ้นไป ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ ไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส ตาแดง มีผื่นแดงที่เท้าหรือผิวหนัง ถ่ายเหลว

(2) “ผู้ป่วยสีเหลือง” คือ ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่มีอาการไม่รุนแรง เริ่มมีอาการหายใจเร็ว หายใจเหนื่อย หรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรง หรือมีโรคร่วมสำคัญข้อใดข้อหนึ่ง เช่น อายุมากกว่า 60 ปี โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (รวมโรคปอดเรื้อรังอื่นๆ) โรคไตเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด (รวมโรคหัวใจแต่กำเนิด) โรคหลอดเลือดสมอง เบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ ภาวะอ้วน (น้ำหนักมากกว่า 90 กิโลกรัม) ตับแข็ง และภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ (wbc < 1,000 cell/mm3) และ

(3) “ผู้ป่วยสีแดง” คือ ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่มีอาการหอบเหนื่อยเวลาเดิน หายใจลำบาก พบปอดอักเสบ มีภาวะปอดบวม  (ความอิ่มตัวของเลือด < 96%) หรือความอิ่มตัวของเลือดลดลง > 3% หลังออกแรง ทั้งนี้เมื่อประเมินอาการผู้ป่วยแล้วจะนำส่งไปยังสถานพยาบาลต่อไป โดยการรับ-ส่งผู้ป่วยในแต่ละวันจะดำเนินการตั้งแต่เวลา 08.00 –  20.00 น.

หากผู้ป่วยท่านใดตกค้าง หรือรอคิวเป็นเวลานานสามารถประสานแจ้งข้อมูลได้ที่หมายเลขสายด่วนกรมการแพทย์ 1668  สายด่วน 1330 ศูนย์เอราวัณ กทม. โทร. 1669 และสามารถแจ้งข้อมูลผ่านแอปพลิเคชั่น Line @sabaideebot ได้อีกช่องทางหนึ่ง

สำหรับผู้ติดเชื้อที่ได้รับการประสานและแจ้งสถานพยาบาลที่รับการรักษาแล้ว และประสงค์เดินทางไปรับการรักษาด้วยรถยนต์ส่วนตัวเพื่อความสะดวกรวดเร็ว ให้แจ้งศูนย์เอราวัณ กทม.สายด่วน1669 เพื่อประสานสถานพยาบาลให้รับทราบล่วงหน้า โดยผู้ป่วยต้องเตรียมเอกสารผล LAB ยืนยันการติดเชื้อ COVID-19 ให้พร้อม หากมีผู้ขับรถให้ควรมีฉากกั้นระหว่างคนขับและผู้ติดเชื้อเพื่อให้มีระยะห่างระหว่างกันให้มากที่สุด ใส่หน้ากากอนามัย 2 ชั้น ทั้งคนขับและผู้ติดเชื้อ  เปิดกระจกและปิดเครื่องปรับอากาศ นอกจากนี้คนขับและผู้ติดเชื้อให้นั่งทแยงมุมคนละฝั่ง และสำรวจเส้นทางก่อนออกเดินทาง โดยใช้เวลาในการเดินทางไม่เกิน 30 นาที เมื่อเดินทางมาถึงไปยังจุดที่กำหนดให้นั่งคอยในรถ จากนั้นให้โทรประสานเจ้าหน้าที่เพื่อเข้ารับการรักษาต่อไป

เพิ่มศักยภาพศูนย์เอราวัณ เร่งรับส่งผู้ติดเชื้อแยกตามระดับคัดกรอง

(26 เม.ย.64) เวลา 11.30 น. นายเกรียงยศ สุดลาภา รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร สายด่วน 1669 (ศูนย์เอราวัณ) สำนักการแพทย์ กทม. โดยมี นางวิภารัตน์ ไชยานุกิจ เลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายศุภกฤต บุญขันธ์ ผู้อำนวยการสำนักเทศกิจ นพ.พรเทพ แซ่เฮ้ง ผู้อำนวยการศูนย์เอราวัณ กทม. และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้ข้อมูล

ปัจจุบัน สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีประชาชนโทรเข้าสายด่วนศูนย์เอราวัณ 1669 เป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนให้ได้รับบริการที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ศูนย์เอราวัณได้จัดเจ้าหน้าที่ผลัดดึกมาช่วยปฏิบัติงานในช่วงผลัดเช้า ระหว่างเวลา 08.00-16.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีปริมาณการโทรเข้ามาเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ยังได้ประสานสำนักเทศกิจและสำนักงานเขต 50 เขต จัดรถสำหรับรับ-ส่งผู้ติดเชื้อ เพื่อเป็นกำลังสนับสนุนการปฏิบัติงานของรถพยาบาลศูนย์เอราวัณ โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 22 เม.ย.64 เป็นต้นมา รวมทั้งได้รับการสนับสนุนของรถทหารอีก 8 คัน ที่ผ่านมาสามารถรับส่งผู้ติดเชื้อเข้าระบบการรักษาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ส่งผลให้สามารถการแก้ปัญหาผู้ป่วยตกค้างได้ในระดับหนึ่งด้วย

อย่างไรก็ตามเพื่อให้การนำส่งผู้ติดเชื้อเป็นไปด้วยถูกต้องตามระดับการคัดกรอง ศูนย์เอราวัณจะปรับแผนการนำส่งผู้ติดเชื้อเข้ารับการรักษาและคัดกรองที่โรงพยาบาล เนื่องจากการสอบถามข้อมูลและการคัดกรองอาการผู้ติดเชื้อทางโทรศัพท์อาจจะคลาดเคลื่อนได้ ซึ่งจะทำให้การนำผู้ติดเชื้อส่งโรงพยาบาลไม่ตรงกับระดับความรุนแรงของอาการป่วยโรคโควิด-19 ที่จำแนกความรุนแรงเป็น สีเขียว สีเหลือง สีแดง ทั้งนี้ศูนย์เอราวัณจะนำผู้ติดเชื้อที่รอเข้าสู่ระบบรักษาไปทำการคัดกรองที่โรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน และโรงพยาบาลสิรินทร เพื่อทำการคัดแยกว่าเป็นผู้ติดเชื้อโควิดระดับใด จากนั้นจะนำส่งโรงพยาบาลหรือโรงพยาบาลสนามต่อไป

กทม.แจงกรณีการบังคับใส่หน้ากากนอกเคหสถาน

(26 เม.ย.64) นางศิลปสวย  ระวีแสงสูรย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ตามที่ประชาชนและสื่อมวลชนมีข้อสงสัยกรณีการบังคับให้ใส่หน้ากาก ตามประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่องให้ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าทุกครั้งตลอดเวลาที่ออกนอกเคหสถาน หรือสถานที่พำนัก นั้น โดยเจตนาในการประกาศคือการป้องกันการติดต่อของโรคจากบุคคลไปสู่บุคคล การอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นในอาคารหรือที่ต่าง ๆ จะต้องสวมหน้ากาก สำหรับในที่สาธารณะต้องใส่ตลอดเวลาไม่ว่าจะอยู่คนเดียวหรือไม่ เพราะบุคคลอื่นอาจมาใช้สถานที่นั้นต่อ

กรณีที่อยู่ในรถเมื่อมีบุคคลอื่นร่วมอยู่ในรถด้วยจึงต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า  ไม่ยกเว้นแม้เป็นครอบครัวเดียวกันเพื่อประโยชน์ในการควบคุมโรคและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และกรณีนั่งคนเดียวจึงอนุโลมได้ว่าไม่ต้องใส่หน้ากาก

กรณีของผู้ประกาศข่าว/ จัดรายการในสตูดิโอ  เนื่องจากสตูดิโอถือว่าเป็นสถานที่นอกเคหะสถานและสถานที่พำนัก ตามประกาศดังกล่าว อีกทั้งเป็นสถานที่มีผู้ปฏิบัติงานรวมกันมากกว่า 1 คน มีลักษณะเป็นห้องปิด ซึ่งจะมีผู้เข้ามาใช้งานต่อเนื่อง  การทำงานของผู้ประกาศขณะอ่านข่าวหรือจัดรายการจึงอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องสวมหน้ากากตามที่กำหนดในประกาศ  อีกทั้งผู้ประกาศข่าวเป็นบุคคลสาธารณะที่จะมีภาพปรากฏต่อสาธารณชนทั่วไปจึงควรเป็นภาพที่สวมใส่หน้ากากเพื่อแบบอย่างในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดมีความรุนแรงและต้องการร่วมมือจากประชาชนในการดำเนินการตามมาตรการควบคุมและป้องกันโรคที่ต้องดำเนินการอย่างเข้มข้นในขณะนี้ด้วย

กรณีเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ  ทางการแพทย์ไม่แนะนำให้สวมหน้ากาก เพราะเด็กยังไม่รู้วิธีที่จะถอดหน้ากากออกและอาจขาดอากาศหายใจและเสียชีวิตได้ จึงเข้าข่ายอนุโลมไม่ต้องสวมหน้ากาก แต่ให้หลีกเลี่ยงการพาเด็กเล็กไปในสถานที่แออัด หรือพื้นที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาด

กทม.รับมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์สนับสนุนภารกิจโรงพยาบาล

(26 เม.ย. 64) เวลา 11.00 น. ณ บริเวณหน้าห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รับมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ ประกอบด้วย เครื่องวัดอุณหภูมิแบบขาตั้ง รุ่น K3 จำนวน 6 เครื่อง เครื่องวัดความดันแบบสอดแขน รุ่น HBP-9030 จำนวน 6 เครื่อง เครื่องวัดความเข้มข้นของออกซิเจนในเส้นเลือด ยี่ห้อ Fingertip Oximeter รุ่น CM-MD 300 C 29 จำนวน 6 เครื่อง และเครื่องผลิตออกซิเจน 10 ลิตร รุ่น JAY 10 จำนวน 2 เครื่อง รวมมูลค่า 413,420 บาท จากพลตรี สาละวิน อุทรักษ์ ประธานคณะนักศึกษา วปอ. รุ่นที่ 63 พร้อมคณะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 63 และมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม  เพื่อสนับสนุนภารกิจโรงพยาบาลสนามกรุงเทพมหานคร

กทม. เพิ่มรถ เพิ่มรอบรับ-ส่งผู้ป่วยโควิด 50 เขต เร่งลดปัญหาผู้ป่วยตกค้าง

(25 เม.ย.64) นางศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า  ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันมีผู้ป่วยโทรสายด่วนศูนย์เอราวัณ 1669 ขอให้นำส่งโรงพยาบาลเป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกและเพื่อความรวดเร็วในการนำส่งผู้ป่วยให้เข้าระบบการรักษาโดยเร็วที่สุด และเป็นการแก้ปัญหาผู้ป่วยตกค้าง จึงได้มอบหมายสำนักเทศกิจและสำนักงานเขต 50 เขต จัดเตรียมรถสำหรับรับ-ส่งผู้ป่วย เพื่อเป็นกำลังสนับสนุนให้แก่รถพยาบาลของศูนย์เอราวัณ อย่างน้อยเขตละ 1 คัน ออกปฏิบัติหน้าที่ตามที่ศูนย์เอราวัณประสานงาน โดยไม่จำกัดจำนวนรอบการรับ-ส่ง เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 22 เม.ย.64 เป็นต้นมาได้ทยอยรับผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม วานนี้(24 เม.ย.64)กำลังของสำนักงานเขตและการสนับสนุนของรถทหารอีก 8 คัน สามารถช่วยสนับสนุนศูนย์เอราวัณรับส่งผู้ป่วยโควิดได้ 75 เที่ยว จำนวนผู้ป่วย 120 ราย เมื่อรวมกับกำลังของศูนย์เอราวัณ เมื่อวานนี้ สามารถรับส่งผู้ป่วยได้ 159  ราย คาดว่าหลังจากนี้จะสามารถเร่งรับส่งผู้ติดเชื้อเข้าระบบการรักษาได้อย่างรวดเร็วและไม่มีผู้ตกค้าง

ปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้ทุกสำนักงานเขตประสานกับมูลนิธิและอาสาสมัครในพื้นที่มีรถและประสงค์จะให้การสนับสนุนรับส่งผู้ป่วยโควิด ให้แจ้งความประสงค์กับสำนักงานเขตพื้นที่  โดยก่อนที่จะออกปฏิบัติงานทางกรุงเทพมหานครจะจัดอบรมซักซ้อมเกี่ยวกับการจัดเตรียมรถ  การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ  วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับรับส่งผู้ป่วย ข้อพึงระวัง และระบบการประสานงานกับศูนย์เอราวัณให้อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ดี ได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบกรณีที่มีผู้ติดเชื้อและประสงค์จะเดินทางไปโรงพยาบาลสนามด้วยตนเอง หากผู้ติดเชื้อประสงค์จะเดินทางไปรับการรักษาด้วยรถยนต์ส่วนตัวให้แจ้งไปยังสายด่วน 1669 ศูนย์เอราวัณ กทม. ก่อน เพื่อความสะดวกรวดเร็ว และควรเตรียมเอกสารผล LAB ยืนยันการติดเชื้อ COVID-19 ให้พร้อม และหากมีผู้ขับรถให้ แนะนำผู้ติดเชื้อและผู้ที่ขับรถปฏิบัติ ดังนี้ ให้มีฉากกั้นระหว่างคนขับและผู้ติดเชื้อ ใส่หน้ากากอนามัย 2 ชั้น เพื่อให้มีระยะห่างระหว่างกันให้มากที่สุดทั้งคนขับและผู้ติดเชื้อ เปิดกระจกและปิดเครื่องปรับอากาศ คนขับและผู้ติดเชื้อให้นั่งทะแยงมุมคนละฝั่ง สำรวจเส้นทางก่อนออกเดินทางโดยใช้เวลาในการเดินทางไม่ควรเกิน 30 นาที เมื่อเดินทางไปยังจุดที่กำหนดให้นั่งคอยในรถ จากนั้นให้โทรประสานเจ้าหน้าที่เพื่อเข้ารับการรักษาตามช่องทางของโรงพยาบาลต่อไป

กทม. สำรวจพื้นที่สำหรับการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเพิ่ม

(25 เม.ย.64) เวลา 10.00 น. : พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สำรวจพื้นที่สำหรับการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม เพื่อรองรับการดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ที่อาจเพิ่มมากขึ้น โดยมี ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารสำนักการโยธา ผู้บริหารสำนักวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยว ผู้บริหารเขตทุ่งครุ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ ณ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ เขตทุ่งครุ

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  เพื่อเป็นการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรค กรุงเทพมหานครจึงสำรวจพื้นที่สำหรับการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเพื่อรองรับการดูแลผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่มเติมอีกแห่ง ณ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ เขตทุ่งครุ จากการตรวจเยี่ยมวันนี้ พบว่าสนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ เขตทุ่งครุ มีอาคารโรงยิมฯ จำนวน 4 อาคาร สามารถรองรับผู้ป่วยได้ 400 เตียง เบื้องต้นมอบหมายสำนักการโยธาสำรวจพื้นที่และออกแบบการปรับปรุงอาคารให้เป็นโรงพยาบาลสนาม ซึ่งหากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยังเพิ่มขึ้นอีก จะได้ดำเนินการปรับปรุงได้ทันที เพื่อให้สามารถรองรับผู้ป่วยที่อาจจะมีจำนวนมากขึ้น

สำหรับโรงพยาบาลสนามกทม. ปัจจุบันมีเตียงสำหรับรองรับผู้ป่วย จำนวน 1,700 เตียง ประกอบด้วย โรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน เขตบางขุนเทียน รองรับได้ 1,000 เตียง ครองเตียง 435 เตียง ยังว่างอยู่ 565 เตียง รพ.ราชพิพัฒน์ 200 เตียง ครองเตียง 193 เตียง ยังว่างอยู่ 7 เตียง รพ.เอราวัณ 1(ศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ บางบอน) 100 เตียง ครองเตียง 64 เตียง ยังว่างอยู่ 36 เตียง และรพ.เอราวัณ 2 (บางกอกอารีนา) 400 เตียง ครองเตียง 91 ยังว่างอยู่ 309 เตียง รวมครองเตียง 783 เตียง เตียงคงเหลือ 917 เตียง (ข้อมูล ณ วันที่ 25 เม.ย.64)

สรุป สถานการณ์ตอนนี้ สิ่งที่ คณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ได้สร้างกฎข้อบังคับ และการบริหารจัดการเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยในครั้งนี้ คนกรุงเทพฯ จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่เพื่อส่วนรวม คนไทยต้องหันหน้ามาช่วยกัน ลืม!ความเป็นตัวตนของตน และหันมาให้ความช่วยเหลือเท่าที่จะช่วยกันได้ แล้วสิ่งเลวร้ายก็จะผ่านไปในอีกไม่นาน

จรัญ ชุ่มเงิน รายงาน