นาคสะดุ้งแห่แหนพระอุโบสถไว้กลางลำตัวพญานาค
นาค มีต้นกำเนิดมาจากอินเดียใต้ ด้วยเหตุจากภูมิประเทศอินเดียใต้เป็นป่าเขาจึงมีงูชุกชุม และด้วยเหตุที่งูมีลักษณะทางกายภาพ คือ มีพิษร้ายแรง งูจึงเป็นสัตว์ที่มนุษย์ให้การนับถือว่ามีอำนาจ

พระอุโบสถจตุรมุขแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย
ชาวอินเดียใต้จึงนับถืองูเป็นสัตว์เทวะ มีความเชื่อเรื่องนาค หรือพญานาคแพร่หลายในภูมิภาคต่างๆ ทั่วทวีปเอเชีย โดยเรียกชื่อต่างๆกัน นาคหรือพญานาค มีลักษณะงูใหญ่มีหงอน สัญญาลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ ความมีวาสนา และนาคยังเป็นบันไดสายรุ้งสู่จักวาล
นาคยังเป็นเทพเจ้าแห่งท้องน้ำ บ้างก็ว่าเป็นเทพเจ้าแห่งฟ้า ตำนานความเชื่อเรื่องพญานาคมีความเก่าแก่กว่าพุทธศาสนา พญานาคมีความเชื่อในแต่ละภูมิภาคแตกต่างกันไป

พระประธานประพระอุโบสถวัดภูมินทร์ พระประธาน4องค์ เป็นสัญญลักษณ์แสดงถึงพระพุทธเจ้าที่เสด็จมาประกาศพระพุทธศาสนามาแล้ว
ปัจจุบันจะเห็นนาค หรือพญานาคได้เสมอ ในงานจิตรกรรม ประติมากรรม และหัตถกรรม นาคเป็นส่วนประกอบที่สำคัญทางสถาปัตยกรรม โดยตามวัดวาอารามต่างๆ หลังคาอาคารที่สร้างขึ้นสำหรับสถาบันพระมหากษัตริย์ และสถาบันศาสนสถาน ตามคตินิยมที่ว่า นาคยิ่งใหญ่ควรคู่กับสถาบันอันสูงส่ง เช่นนาคสะดุ้ง ที่ทอดลำตัวยาวตามบันได นาคลำยอง ที่ทำเป็นป่านลมหลังคาโบสถ์ ที่ต่อเชื่อมกับนาคสะดุ้ง นาคเบือน นาคจำลอง และนาคทันต์ คันทวยรูปพญานาค พญานาคกับพระพุทธศาสนามีบันทึกไว้หลายเรื่องหลายตอน

ภาพ”ปู่ม่านย่าม่าน” หรือภาพ”กะซิบบันลือโลก” ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในวิหาร
อย่างไรก็ดี นาค หรือพญานาค ที่วัดภูมินทร์ จะปั้นไม่เหมือนกับที่วัดอื่นๆคือ สถาปัตย์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ตัวนาค หรือพญานาคขนาดใหญ่แห่แหนพระอุโบสถเทินไว้กลางลำตัวเปรียบเสมือนจะบูชาพระพุทธเจ้า ตามปกติวัดทั่วไป นาคราวบันไดโบสถ์วิหารจะมีเฉพาะส่วนหัวเลื้อยโผล่ออกมา แต่นาค2ตัวนี้ ช่างโบราณสร้างให้มีทั้งส่วนหัวและหางเหมือนเลื้อยทะลุออกมาจากวิหาร นาคคู่นี้มีหน้าตาใจดี ร่างอวบอ้วน ดูมีชีวิตชีวาประหนึ่งว่ากำลังเลื้อยจริงๆ โดยสังเกตได้จากช่วงอกต้นคอก่อนยกหัวขึ้นช่างปั้นให้มีกล้ามเนื้ออกดูคล้ายงูใหญ่กำลังเลื้อย
ที่สำคัญ ลักษณะพิเศษของนาคคู่นี้ทั้งส่วนหน้าและส่วนหลังจะมีช่องไว้ให้เดินลอด มีความเชื่อผู้ใดได้ลอดท้องพญานาคแล้วจะได้กลับมาเยือนจังหวัดน่านอีก บ้างก็ว่าใครได้ลอดท้องพญานาคก็จะประสพบเนื้อคู่ หรือได้ลอดตัวพญานาคทั้ง4ช่องแล้วจะเป็นทางรอดไปสู่หนทางหลุดพ้น

งานปั้นตอนพระมาลัยมาโปรดโลก
ท่านใดที่มีความเชื่อแล้วแต่ศรัทธา แต่ที่แน่ชัดคือพญานาคทั้ง2ตนนี้สื่อนัยยะทางพุทธศาสนาอย่างชัดเจนมีความหมายว่า พญานาคเปรียบเหมือนสะพาน(สายรุ้ง)ที่เชื่อมโลกมนุษย์กับสวรรค์ ครั้งที่พระพุทธเจ้าเสร็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พระองค์ได้เสด็จผ่านบันไดแก้วมณีสีรุ้งที่เทวดาเนรมิตขึ้นและมีพญานาคทั้ง2ตัว(ตน)เอาหลังหนุนบันไดไว้ มองตามคติพจน์ พญานาคทั้ง2 เปรียบเสมือนผู้ปกป้องพระพุทธศาสนา
นาค หรือพญานาค และวัดภูมินทร์ มีอายุเก่าแก่ถึง400ปี สันนิษฐานว่าสร้างใน พ.ศ.2139 โดยพระเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ หลังครองเมืองน่านได้6ปี เดิมวัดชื่อ”วัดพรหมมินทร์” ซึ่งเป็นพระนามของเจ้าเจษบุตรฯ ผู้สร้างวัดหลังๆ เพี้ยนมาเป็น”วัดภูมินทร์” ในปัจจุบัน ภาพของวัดเคยปรากฏบนธนบัตรไทย รุ่นที่2 ราคา1บาท ภายในวัดประกอวด้วย พระอุโบสถ์จตุรมุข ที่ไม่เหมือนใคร และไม่เหมื่อนใคร เป็นวัดหนึ่งเดียวในประเทศ คือเป็นพระอุโบสถทรงจตุรมุขตรงใจกลางพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูป4องค์ หันพระพักตร์ออกด้านประตูทั้งสี่ทิศ หันเบื้องพระปฤษฎางค์ชนกันประทับ นั่งบนฐานชุกชี เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยจะพบพระพักตร์ของพระพุทธรูปทุกด้าน ภาพจิตรกรรมฝาผนังในวิหารที่ช่างได้ฝากฝีมือให้ชนรุ่นหลังได้ชมกัน ภาพจิตรกรรม”ฮูบแต้ม)เป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังมีความคลาสสิก คือ” ภาพปู่ม่านย่าม่าน” เป็นคำเรียกผู้ชายผู้หญิงของชาวไทยลื้อในสมัยโบราณกระซิบสนทนา ผู้ชายสักหมึกผู้หญิงแต่งกายไทลื้อ ภาพวาดของหนุ่มสาวคู่นี้มีความปราณีตมาก ภาพนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพที่งดงามที่สุดเลยก็ว่าได้ และภาพเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันของชาวไทลื้อในสมัยก่อนโดยได้ถ่ายทอดทางอารมณ์แสดงถึงลีลาท่วงทีที่อ่อนช้อย บานประตูไม้แกะสลักลวดลายงดงามโดยช่างฝีมือล้านนาบนไม้สักทองแผ่นเดียวขนาดใหญ่ ความหนาของไม้ประมาณ4นิ้วถูกแกะสลักเป็น3ชั้นเป็นลวดลายเครือเถา และสัตว์นานาชนิด สถูปพระเจดีย์พระมาลัยโปรดโลกภายในเป็นรูปปั้นจำลองนรกเพื่อเป็นการย้ำเตือนให้ละความชั่วหมั่นทำความดี วัดภูมินทร์ ได้รับการบูรณาการครั้งใหญ่ในปี พ.ศ.2410 ในสมัยพระเจ้าอนันตวรฤทธิเดช(ปลายรัชกาลที่4ต่อรัชกาลที่5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์)ผู้ปกครองนครน่านซึ่งมีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา จึงโปรดให้ช่างหลวงบูรณะวัดครั้งใหญ่มีจำนวนถึง22วัด วัดภูมินทร์ได้รับการบูรณาการปฏิสังขรณ์เป็นอันดับที่9 ใช้เวลาบูรณะเป็นเวลา8ปี(2410-2418)โดยกรมศิลปากรสันนิษฐานการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งนี้เป็นทีมาของงานจิตรกรรมฝาผนังภายในวิหาร สำหรับช่างผู้วาดไม่ปรากฏประวัติทราบแต่ว่าเป็นช่างศิลปะชาวไทลื้อ ชนกลุ่มน้อยที่อพยพมาจากสิบสองปันนา หลวงพระบางและล้านช้าง ตามประวัติความเป็นมา เจ้าเจตบุตรพรหมมินท์ กระทำสงครามกับนครเชียงใหม่(ภายใต้การปกครองของพม่า)หลายครั้งชนะบ้างแพ้บ้างแพ้ก็ได้หลบหนีไปอยู่ที่ล้านช้างแล้วนำทัพจากล้านช้างและหงสาเข้าตีเมืองน่านกลับคืนมา ในครั้งนี้อาจมีชาวไทยลื้อจากเมืองล้านช้างเข้ามาอยู่เมืองน่านด้วย

สถูปเจดีย์พระมาลัยมาโปรดโลก
ภาพปู่ม่านย่าม่าน ได้รับฉายาว่า”ภาพกระซิบรักบรรลือโลก” อาจารย์สมเจตน์ วิมลเกษม ปราชญ์เมืองน่าน ได้แต่งคำกลอนอัยสุดแสนโลแมนติกเป็นภาษาท้องถิ่น คำเมือง(ภาษาเหนือ)เพื่อบรรยายคำกระซิบ”คำฮักกูปี้จักเอาไว้ในน้ำก็กลัวหนาว จักเอาไว้พื้นอากาศกลางหาว ก็กลัวหมอกเหมยซอนดาวลงมาขลุ้มจักเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้ม ก็กลัวเจ้าปะใส่แล้วลู่เอาไป ก็เลยเอาไว้นอกในใจ๋ตัวชายปี๋นี้ จักฮื้อมันให้อะฮิอะฮี้ ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นเววา” แปลว่า”ความรักของน้องนั้น พี่จะเอาฝากไว้ในน้ำก็กลัวเหน็บหนาว จะฝากไว้กลางท้องฟ้าอากาศกลางหาว ก็กลัวมเฆหมอกมาปกคลุมรักของพี่ไปเสีย หากเอาไว้ในคุ้ม เจ้าเมืองมาเจอก็จะเอาความรักของพี่ไป เลยขอฝากเอาไว้ในอกในใจของพี่ จะให้มันร้องไห้รำพี้รำพันถึงน้อง ไม่ว่ายามพี่นอนหลับหรือสดุ้งตื่น”
เรื่อง/ภาพ โดย พรหมพิริยะ จันทร์เพ็ญ
















