เศรษฐกิจไทยฟื้นตัววัดผลด้วยการฉีดวัคซีน

214

ประชุม กนง. 23 มิ.ย. คาดยังคงดอกเบี้ยที่ 0.5% และอาจออกมาตรการเฉพาะจุดเพื่อลดภาระหนี้ครัวเรือน 

22มิ.ย.64 / ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 23 มิ.ย. นี้ กนง. จะพิจารณาคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.50% เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจขณะที่แรงกดดันจากเงินเฟ้อยังคงมีจำกัด เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญความเสี่ยงอย่างมากจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ยังมีจำนวนผู้ติดเชื้อยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับอัตราการฉีดวัคซีนที่ยังคงไม่แน่นอนแม้ว่าการปูพรมฉีดวัคซีนจะทำให้อัตราที่เร่งขึ้นถึง 2-3 เท่าตัวจากเดือนก่อนๆ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอนอันเป็นผลกระทบจากสถานการณ์โควิด

สำหรับ มาตรการภาครัฐจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้ ขณะที่มาตรการทางการเงินแบบผ่อนคลายยังคงมีความจำเป็นในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจท่ามกลางความเสี่ยงที่ยังอยู่ในระดับสูง สำหรับแรงกดดันจากเงินเฟ้อคงจะยังมีจำกัด แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อไทยเร่งตัวขึ้นในเดือนเม.ย.และพ.ค.ถึง 3.4% และ 2.4% YoY ตามลำดับ โดยถูกขับเคลื่อนจากราคาพลังงาน และราคาอาหารสดบางชนิด ประกอบกับฐานที่ต่ำเป็นหลัก

ทั้งนี้เมื่อมองไปข้างหน้าอัตราเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มที่จะยังคงเป็นบวกแต่คาดว่าจะทยอยปรับลดลงในครึ่งหลังของปีนี้สอดคล้องกับทิศทางอัตราเงินเฟ้อโลก ทั้งนี้ ในการประชุมครั้งนี้จะมีแถลงประมาณการเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่า กนง. น่าจะยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2564 ที่ราว 1.5-2.0% สอดคล้องกับคาดการณ์ในรายงาน กนง. เดือนพ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งมองว่าหากในปีนี้สามารถฉีดวัคซีนได้ 64.6 ล้านโดสตามแผนการเดิม เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 1.5% แต่หากสามารถเร่งฉีดวัคซีนได้ 100 ล้านโดส เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 2.0%

อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) น่าจะยังคงมุ่งเน้นการใช้มาตรการที่ตรงกลุ่มเป้าหมายและสอดคล้องกับลักษณะปัญหาเพื่อลดภาระหนี้สินของภาคครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งยังอยู่ในวิสัยทัศน์ที่สามารถทำได้ ขณะที่การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอาจยังไม่มีความจำเป็น ทั้งนี้ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยลดภาระทางการเงินของครัวเรือน แต่อย่างไรก็ดี คาดว่าธปท. น่าจะเลือกที่จะใช้มาตรการเฉพาะจุดมากกว่าการใช้มาตรการทั่วไปอย่างการปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย โดยการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอาจยังไม่มีความจำเป็นในสถานการณ์ปัจจุบันและธปท. น่าจะต้องการเก็บกระสุนไว้ใช้ในยามเศรษฐกิจแย่ลง ท่ามกลางความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (policy space) ที่มีจำกัด

นอกจากนี้ หากลดดอกเบี้ยในภาวะที่เงินเฟ้อขาขึ้น และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณถอนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเร็วกว่าที่คาด จะทำให้เมื่อเผชิญสถานการณ์ที่มีแรงกดดันให้ต้องเพิ่มดอกเบี้ยจะมีต้นทุนที่สูง โดยนโยบายการเงินของเฟดที่เปลี่ยนไปในทิศทางเข้มงวดมากขึ้นจะส่งผลให้มีเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging markets) ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อ ธปท. ในการคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายในระยะข้างหน้า

จรัญ ชุ่มเงิน รายงาน