ประเทศไทยไม่ควรกลายเป็นสมรภูมิต่อสู้ของสหรัฐอมริกา

48

ตั้งแต่ปีที่แล้วเป็นต้นมา การประท้วงบนท้องถนนในกรุงเทพฯทวีความรุนแรงขึ้น เดิมการประท้วงบนท้องถนนไม่น่าแปลกอย่างไร แต่ดูเหมือนการประท้วงในครั้งนี้จะแตกต่างออกไปบ้างเล็กน้อย ครั้งนี้ตัวเอกไม่ใช่พรรคเพื่อไทย ที่ได้ที่นั่ง ส.ส. เขตมากที่สุด และก็ไม่ใช่พรรคพลังประชารัฐ ที่ได้ที่นั่ง ส.ส. เขต มากเป็นอันดับ 2 แต่กลับเป็นพรรคอนาคตใหม่ ที่ได้ที่นั่ง ส.ส. เขตเป็นอันดับที่ 3 ตามสถานการณ์ปกติแล้ว พรรคที่จัดอยู่อันดับ 3 ถือเป็นคนกลุ่มน้อย และไม่น่าจะมีความสามารถในการจัดการประท้วงขนาดใหญ่เช่นนี้ได้ แต่พรรคดังกล่าวกลับทำได้สำเร็จ ในสถานการณ์เช่นนี้ มาสังเกตทิศทางและแนวโน้มของสหรัฐฯกัน และไม่ยากเลยที่จะพบเหตุผลพิเศษบางประการที่แอบซ่อนอยู่ข้างในนี้

เป็นไปตามคาดว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2563 ที่ผ่านมา พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบพรรค เนื่องจากละเมิดกฎหมายการเลือกตั้งของไทย เรื่องดังกล่าวควรจะเป็นเรื่องภายในของไทย แต่ที่น่าแปลกคือ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยกลับออกมาแสดงความเห็นว่า คำตัดสินของศาลอาจกีดกันผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของพรรคดังกล่าว และได้หยิบยกประเด็นข้อสงสัยเกี่ยวกับปัญหาในระบบการเลือกตั้งของไทย สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา เผยว่า สหรัฐฯ “สนับสนุนการปกครองแบบประชาธิปไตยของทั่วโลกอย่างเฉียบขาด และขณะเดียวกันไม่สนับสนุนพรรคการเมืองใดๆ” แต่ก็ยัง “อดไม่ได้” ที่จะเน้นย้ำว่า “ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากกว่า 6,000,000 คน ได้เทคะแนนเสียงให้กับพรรคอนาคตใหม่ ”

บางทีผู้คนที่มีจิตใจดีอาจถามว่า เหตุใดสหรัฐอเมริกาถึงไม่สนับสนุนพรรคที่มีพื้นฐานความเป็นประชาธิปไตยอย่างพรรคเพื่อไทยหรือพรรคพลังประชารัฐ แต่กลับมาสนับสนุนพรรคการเมืองที่มีศักยภาพอ่อนแออย่างอนาคตใหม่แทน ซึ่งในเรื่องนี้เกี่ยวโยงกับประเทศจีน หากพิจารณาจากสถานการณ์ทางการเมืองของไทยในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทยหรือพรรคพลังประชารัฐ ล้วนสนับสนุนในการเป็นพันธมิตรกับจีน แต่ลองมาย้อนดูพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่มอิทธิพลใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาในไทย โดยมีจุดประสงค์ไม่สร้างความร่วมมือ สร้างศัตรู รวมทั้งกีดกันจีนในเวทีสากล และอาศัยประเด็น “ต่อต้านจีน” จนได้ขึ้นแท่นเป็นพรรคการเมืองอันดับที่ 3 ทั้งนี้ ในเดือนมีนาคม 2562 ที่ผ่านมา นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “Voice of America” ว่า เขาจะต่อต้านรัฐบาลไทยที่มีแนวโน้มมากระชับมิตรกับทางจีน เขาคิดว่า ไทยไม่ควรใกล้ชิดกับจีนมากเกินไป การลงทุนที่มากขึ้นจากจีน จะทำให้ไทยไม่เป็น “ประชาธิปไตย” ในการมุ่งสู่ความมั่งคั่งและแข็งแกร่ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้ฝ่ายทหารได้ผลประโยชน์ในการครองอำนาจต่อไป และนี่หมายถึงอะไร? หมายถึงว่า ไทยจะแข็งแกร่งและมั่งคั่ง ไม่ใช่สิ่งแรกที่เขาคำนึงถึง แต่เขาคำนึงถึง “ประชาธิปไตย” เท่านั้น ประเทศไทยมีเพียงแค่ “ประชาธิปไตย” เศรษฐกิจจะย่ำแย่แค่ไหนไม่เป็นไร ทั้งนี้ มีตัวอย่างให้เห็น เช่น ประเทศอิรัก, อัฟกานิสถาน , ลิเบีย, ซีเรีย และยูเครน แต่ตัวอย่างดังกล่าวเป็นสิ่งที่เราต้องการหรือไม่

ประชาชนควรมีสิทธิที่จะดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศจีนถือว่าทำได้ดีมาก GDP ของประเทศจีน จัดอยู่ในอันดับที่ 2 ของโลก และมาตรฐานการครองชีพของประชาชนจีนมีการปรับตัวดีขึ้นมาก และจีนประสบความสำเร็จเช่นนี้ ฝ่ายไทยควรเรียนรู้ และเก็บเกี่ยวเอาประสบการณ์มาปรับใช้ แต่ไม่ใช่เป็นการสร้างศัตรูกับจีน ในทางกลับกัน สหรัฐอเมริกาได้แต่พูดทางวาจาว่าไทยเป็น “ประเทศพันธมิตร” และ “เพื่อนพ้อง” แต่ในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งในช่วงปี 2541 ที่ผ่านมา ในด้านผลประโยชน์ “มิตรภาพ” ระหว่างไทย – สหรัฐอเมริกา นั้น สหรัฐฯไม่ได้มีความน่าเชื่อถืออย่างที่ได้กล่าวไว้ ทั้งนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่า จุดประสงค์หลักของสหรัฐอเมริกาในตอนนี้คือ “จัดการกับจีน” เพื่อป้องกันไม่ให้จีนกลายเป็นประเทศมหาอำนาจแซงหน้าสหรัฐฯ และประเทศไทยเองก็เป็นเพียงแค่เครื่องมือทางการเมืองในการบรรลุเป้าหมายของสหรัฐฯ เท่านั้น และสหรัฐฯ ไม่มีทางที่จะยอมจ่ายแม้แต่สตางค์เดียว เพื่อผลประโยชน์ของไทย ทั้งนี้ ที่สหรัฐฯ ยอมทุ่มเททั้งหมด ก็เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง และเมื่อต้องการแล้ว “ประเทศไทย” ก็อาจจะต้องสูญเสียอะไรบ้างอย่างไปก็เป็นได้

ผู้อ่านส่งมา