จี้”อนุทิน”หยุดทำลายอาหารไทยเป็นยา

98

“รฏาวัญ” โต้ “อนุทิน” ปิดกั้น “อาหารเป็นยา” จุดเด่นอาหารไทย ด้วยประกาศห้ามนำพืชและสัตว์ 80 ชนิดมาทำอาหาร

27ก.พ.64/ นางรฏาวัญ วงศ์ศรีวงศ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน และประธานองค์กรภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย เปิดเผยว่า สมุนไพรไทยมีสรรพคุณทางยารักษาโรคหลายชนิดมีบันทึกในคัมภีร์ตำรับยาแผนไทยโบราณชัดเจน แต่ถูกควบคุมด้วยกฎหมายหลายฉบับจนไม่ได้รับการพัฒนาและนำมาใช้รักษาโรคอย่างเป็นทางการจากกระทรวงสาธารณสุขและรัฐบาลไทย ประเทศไทยจึงพึ่งยาเคมีจากประเทศตะวันตกมารักษาโรคให้คนไทยทั้งประเทศ ซึ่งคิดเป็นมูลค่ายานำเข้าปีละหลายแสนล้านบาท

ปี2562 มีพระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพรลดความสำคัญตำรับยาแผนไทยเป็นแค่ผลิตภัณฑ์สมุนไพรเท่านั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564 กระทรวงสาธารณสุขก็มีประกาศห้ามนำพืชและสัตว์ 80 ชนิดที่ประชาชนชาวไทยและกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหลายใช้เป็นอาหารใช้เป็นยาพื้นบ้านรักษาโรคมาตั้งแต่บรรพบุรุษหลายช่วงอายุคน โดยอ้างเหตุผลว่าเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค

การประกาศห้ามใช้พืชและสัตว์ 80 ชนิดมาทำอาหาร ก็เท่ากับปิดกั้น “อาหารเป็นยา” ที่เป็นจุดแข็งของประเทศไทย ที่อาหารไทยจะกลายเป็นยาป้องกันและรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้กับประชาชนทั่วโลก ซึ่งสอดคล้องกับกระแสนิยมในสังคมโลกที่หันกลับมาใช้สมุนไพรรักษาโรคแทนยาเคมีกันมากขึ้นเนื่องจากปลอดภัยและมีผลกระทบน้อยกว่า ดิฉันยังไม่เคยได้ยินข่าวว่ามีพี่น้องชนเผ่าที่รับประทานยำใบอ่อนโกฐจุฬาลำพาใส่น้ำมันงาเป็นอาหารแล้วเสียชีวิตเลย ทำให้ประเมินถึงข้อสังเกตอันน่าสงสัยว่ามีอะไรแอบแฝงอยู่ในประกาศฉบับนี้หรือไม่

นางรฎาวัญ กล่าวว่า การออกกฎหมายและการออกประกาศตามกฎหมายแต่ละฉบับได้มีการปรึกษาหารือกับผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยที่รู้จริง ด้านภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ตำรับยาแผนไทยโบราณและสมุนไพรไทยเป็นอย่างดีแล้วหรือไม่ หรืออาจจะเป็นเพราะว่าจำนวนผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยที่เป็นคณะกรรมการพิจารณาออกกฎหมายและออกประกาศต่างๆตามกฎหมายมีจำนวนน้อยกว่าผู้ที่มีความรู้ด้านภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยจึงแพ้มติตลอดมา กรณีนี้น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญทำให้ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยถูกลดความสำคัญลงเรื่อยๆ ทั้งๆที่มีคุณประโยชน์มากมายมหาศาลแต่ถูกละเลยจาก ผู้มีอำนาจหน้าที่บางคน

” หรือวันนี้อาหารไทยและตำรับยาสมุนไพรไทยจะพ่ายแพ้ตำรับยาเคมีจากโลกตะวันตกในยุคนี้เสียแล้ว…? กฎหมายและประกาศข้อบังคับตามกฎหมายที่ออกมาควบคุมไม่ให้อาหารไทยเป็นยาและตำรับยาสมุนไพรไทยล้วนเป็นฝีมือคนไทยที่มีอำนาจหน้าที่ใน กระทรวง ทบวง กรม ในรัฐบาลและในรัฐสภาทั้งสิ้น แต่ผู้ที่ได้รับผลกระก็คือ ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกทุกคน และผลเสียที่สำคัญที่สุดก็คือประชาชนชาวไทยเสียโอกาสในการผลิตยาและใช้ยาแผนไทยของเราเองป้องกันและรักษาโรคอย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องพึ่งพายาจากต่างประเทศ ดังนั้นจึงน่าจะมีการทบทวนในเรื่องนี้อีกครั้งเพื่อความถูกต้องและการปกป้องภูมิปัญญาอาหารเป็นยาของคนไทยให้คงอยู่ตลอดไป” นางรฎาวัญกล่าว

จรัญ ชุ่มเงิน รายงาน