แก้ไขด้วยการเจรจาป่าอุทยานฯจึงยั่งยืน

122

อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบ วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร กรณีมีพื้นที่บางส่วนทับซ้อนกับ
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยทับทัน-ห้วยสำราญ ด้านหลวงตาเยื้อน เจ้าอาวาสวัด ขานรับนโยบายพร้อมแก้ไขปฏิบัติตามระเบียบกฎหมาย

22 ม.ค.64 / เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2564 นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ลงพื้นที่ตรวจสอบที่พักสงฆ์วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลจรัส อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ กรณีมีพื้นที่บางส่วนทับซ้อนกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยทับทัน-ห้วยสำราญ ซึ่งมีแนวทางแก้ไขโดยการเข้าร่วมโครงการพุทธอุทยานในพื้นที่ป่าอนุรักษ์  และได้รับอนุมัติให้เป็นโครงการพุทธอุทยานในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยทับทัน-ห้วยสำราญ จังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2561 เป็นการดำเนินการเข้าโครงการพุทธอุทยาน ในระยะที่ 2 (ปี พ.ศ. 2559-2563)

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2564 นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่เข้าร่วมประชุมเกี่ยวกับกรณีขอต่อใบอนุญาตที่พักสงฆ์วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร ณ สำนักเลขาราชวัง โดยทางสำนักสงฆ์ฯ ขอให้การขอใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและป่าอนุรักษ์ เป็นไปแบบถาวรไม่ต้องมีการต่อใบอนุญาต หรือให้เป็นการได้รับอนุญาตระยะเวลา 60 ปี ขึ้นไป

ด้านนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี) ได้ชี้แจงในที่ประชุมถึงหลักฐานการเข้าดำเนินคดีเมื่อปี 2560 พบว่าอยู่ในระหว่างดำเนินการสร้างถนนเพื่อเชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ระยะกว่า 2.3 กิโลเมตร พื้นที่กว่า 18 ไร่ และมีการสร้างกำแพงที่มีการเปิดขุดลอกพื้นที่ระยะประมาณ 15 ม.โดยในครั้งนี้นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พร้อมเจ้าหน้าที่ลงตรวจสอบพื้นที่เพื่อความชัดเจนด้วยตนเอง  ซึ่งจากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่า

  1. พื้นที่มีการทำถนนจริง แต่เนื่องด้วยมีการดำเนินคดีเมื่อปี 2560 ทำให้ปัจจุบันไม่มีบุคคลใดเข้าไปใช้ประโยชน์ ทำให้เส้นทางเริ่มมีสภาพของลูกไม้ขึ้นประปรายและจากการใช้เครื่องบินอากาศไร้คนขับ (Drone) ตรวจสอบพื้นที่แล้ว พบว่ามีการก่อสร้างถนนจริงระยะประมาณตามที่นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ได้กล่าวไว้

2. กำแพงที่มีการก่อสร้าง พบว่ามีการขุดดินและเปิดพื้นที่ด้านข้าง 2 ฝั่งกำแพง ตลอดกำแพงเฉลี่ยความกว้าง 15 เมตร จริงตามที่นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ได้แจ้งไว้

  1. จากการพูดคุยกับพระราชวิสุทธิมุนี (หลวงตาเยื้อน) ท่านได้กล่าวถึงป้ายโครงการปลูกป่า ซึ่งไปตั้งในพื้นที่ที่เป็นป่าอยู่แล้วจึงไม่ทราบว่าเหตุใดจึงมีการจัดทำโครงการปลูกป่าทางกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชจึงได้ชี้แจงว่าเป็นโครงการปลูกป่า ที่เป็นการปลูกฟื้นฟู ปลูกเสริม จำนวน 25 ต้น/ไร่ เพื่อสร้างความหลากหลายของระบบนิเวศ

4.ประเด็นสำคัญจากการตรวจสอบลงพื้นที่พบแปลงยางพาราที่มีความสูงประมาณ4-9เมตร อายุประมาณ 7-10 ปี โดยนายอำนาจ ขำทวี หัวหน้าหน่วยจัดการต้นน้ำห้วยเสียดจะเอิง ยืนยันว่าพื้นที่แปลงยางพาราเป็นแปลงปลูกป่าปี 2539 ซึ่งได้รับงบประมาณในการบำรุงรักษาแปลงปลูกถึงปี 2548 และเมื่อแปลภาพถ่ายดาวเทียมเป็นปี 2556 พบว่าเริ่มมีการก่อสร้างกำแพง และปลูกยางพาราเกิดขึ้น  ปัจจุบันพบว่ามีการกรีดยางพาราไปขายบางส่วน  ซึ่งตามกฎหมายแล้วพื้นที่ป่าอนุรักษ์และเงื่อนไขของโครงการพุทธอุทยาน ไม่สามารถปลูกพืชต่างถิ่น และจะยึดถือครอบครองเป็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่งไม่ได้

ในขณะนั้นหลวงตาเยื้อนได้ชี้แจงว่า ตนได้ซื้อที่ดินบริเวณนี้มาจากชาวบ้าน และตนไม่ได้เป็นผู้ปลูก เพียงแต่ดูสวนยางพาราต่อมาเท่านั้น นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผอ.สบอ.9 จึงเสนอแนะแนวทางแก้ไข โดยให้หลวงตาเยื้อน ปลูกป่าทดแทน หรือให้มีการตัดเว้นระยะต้นยางพารา เพื่อจะสามารถปลูกฟื้นฟู ปลูกเสริม ในพื้นที่ให้กลับมาเป็นสภาพป่าดังเดิม ซึ่งนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ เห็นชอบตามข้อเสนอแนะของ ผอ.สบอ.9 พร้อมนี้ยังได้กล่าวว่า กรมอุทยานฯ พร้อมสนับสนุนกล้าไม้และอัตรากำลังในการปลูก ซึ่งทางพระราชวิสุทธิมุนี (หลวงตาเยื้อน) ก็ยินยอมที่จะดำเนินการ

5.หลวงตาเยื้อนได้พาไปพื้นที่บริเวณทางทิศใต้ของอ่างเก็บน้ำจรัส ซึ่งติดกับประเทศเพื่อนบ้านระยะทางห่างเพียง 5 กม. มีจุดสกัดชั่วคราวของกองกำลังทหารเฝ้าอยู่ และบริเวณดังกล่าวเป็นจุดเสี่ยงต่อการถูกลักลอบเข้ามาทำไม้ในพื้นที่ นายธัญญา เนติธรรมกุล ได้เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ และความยากลำบากในการติดตามผู้กระทำความผิดในพื้นที่ดังกล่าว จึงได้สั่งการผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่าจัดสรรงบประมาณเร่งด่วนจัดซื้อเรือ และอุปกรณ์ ก่อตั้งพื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นจุดสกัดของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พร้อมให้หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าจัดอัตรากำลังเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังด้วย

6.กรณีการต่ออนุญาตใช้ประโยชน์ป่าสงวนแห่งชาติ และการต่ออายุโครงการพุทธอุทยานในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ฯ พระราชวิสุทธิมุนี (หลวงตาเยื้อน) ยินยอมที่จะให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมายกำหนด ซึ่งได้ยอมรับว่าไม่มีความรู้ในด้านกฎหมายเท่าที่ควร ทำให้มีการดำเนินการบางอย่างในพื้นที่สำนักสงฆ์อาจผิดไป และยินดีที่จะแก้ไขให้ถูกต้องตามระเบียบกฎหมาย

7.กรณีหลวงตาเยื้อนขอจัดตั้งสำนักสงฆ์ และขอเข้าโครงการพุทธอุทยานในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ อีกจำนวน 7 แห่ง ตามบริเวณฐานปฏิบัติการทหาร หรือจุดสกัดชั่วคราว ซึ่งนายชัยวัฒน์ลิ้มลิขิตอักษร ได้ชี้แจงว่าไม่สามารถดำเนินให้ได้ เพราะไม่อยู่ในเงื่อนไขของโครงการพุทธอุทยานฯ ซึ่งหลวงตาเยื้อนก็ได้รับทราบและขอยุติโครงการดังกล่าว

การเจรจาพูดคุยระหว่างนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ พระราชวิสุทธิมุนี (หลวงตาเยื้อน) เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้กล่าวกับหลวงตาเยื้อนว่า “หลวงตาไม่ต้องกังวลเรื่องการขอต่ออายุโครงการพุทธอุทยานฯ หากทางวัดดำเนินเป็นไปตามเงื่อนไข ช่วยกันรักษาทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ทางกรมอุทยานแห่งชาติฯ จะดำเนินการต่ออายุโครงการฯ ให้ต่อไปเรื่อยๆ และหากทางสำนักสงฆ์จะดำเนินการใดๆ ในพื้นที่ที่จะเข้าไปติดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยทับทัน -ห้วยสำราญ ขอให้ดำเนินการเป็นไปอย่างทุกต้องตามระเบียบกฎหมาย ส่วนเรื่องของแปลงยางพารา ขอให้หลวงตาเยื้อนดำเนินการตามที่ได้รับปากไว้ หรือเข้าร่วมโครงการปลูกป่าและป้องกันไฟป่า” ซึ่งหลวงตาเยื้อนก็รับทราบและยินดีปฏิบัติตาม และแก้ไขให้การดำเนินการภายในวัดเป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการฯ

ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
ได้เดินทางไป ณ จุดชมวิวผามะนาว พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยทับทัน-ห้วยสำราญ เพื่อกราบสักการะรูปหล่อเหมือนหลวงปู่ทวด โดยท่านอธิบดีฯ เห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวกำลังพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว จึงได้จัดสรรงบประมาณเพื่อก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก พร้อมนี้ได้มอบเงินสนับสนุนให้ครอบครัวนายเกียรติชัย บำรุงแคว้น เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยทับทัน-ห้วยสำราญ ที่บาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่

ทั้งนี้ นายธัญญา เนติธรรมกุล จึงได้กล่าวให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ และให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง คำนึงถึงความปลอดภัยของตนเองเป็นหลัก เพราะหากสามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้ แต่มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บหรือถึงแก่ชีวิต ก็เท่ากับว่าภารกิจนั้น ล้มเหลว

จรัญ ชุ่มเงิน รายงาน