จ่ายค่าฉีดวัคซีนโควิด-19คนละครึ่งจะดีไหม…?

88

“ดร.ณพลเดช” แจง ฉีดวัคซีนโควิดควรให้สิทธิ์ประชาชนเลือกฉีด/ไม่ฉีด พร้อมหนุนแนวคิด “รัฐบาล+เทศบาล จ่ายวัคซีนคนละครึ่ง”

17ม.ค. 64 ดร.ณพลเดช มณีลังกา เลขานุการกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า สำหรับกรณีวัคซีนรักษาโควิด19 ยังไม่มีการรับรองความสมบูรณ์ 100% รวมถึงยังไม่มีการรับรองภาวะโรคแทรกซ้อนภายหลังนั้น แน่นอนตามสิทธิตามรัฐธรรมนูญในมาตรา 47 ได้วางหลักไว้ว่า ‘บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย’ ทั้งนี้หากมองตามสิทธิมนุษยชน ประชาชนมีสิทธิตัดสินใจที่จะรับวัคซีนหรือไม่ก็ได้ โดยล่าสุด บริษัทซิโนแวค ไบโอเทค จำกัด ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตยาของจีน ได้แจ้งว่า ‘วัคซีนโคโรนาแวค’ ได้ผ่านการทดสอบทางคลินิกระยะที่ 3 มีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการป่วยได้เพียง 78% แต่หลังจากคณะนักวิจัยของบราซิลได้เผยผลการทดสอบทางคลินิกในประเทศเมื่อ 12 ม.ค. 64 ได้ผลว่า วัคซีนข้างต้นมีประสิทธิภาพในการป้องกันโควิดเพียง 50.4% เท่านั้น สิ่งนี้อาจจะเป็นข้อกังขาสำหรับประชาชนว่าควรจะรับวัคซีนหรือไม่

ทั้งนี้จึงขอสนับสนุนแนวคิด นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ว่ารัฐบาลควรให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงกับประชาชนในทุกมิติ โดยวัคซีนจะต้องรับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และ “ประชาชนสามารถตัดสินใจที่จะรับวัคซีนหรือไม่ก็ได้” ตนมองว่าเมื่อวัคซีนมีการรับรองที่รัฐบาลมั่นใจแล้วและรัฐบาลประสงค์จะให้ประชาชนรับวัคซีน รัฐควรกระตุ้นโดยยื่นสิทธิพิเศษสำหรับผู้จะรับฉีดวัคซีนเป็นแรงจูงใจ เช่น เพิ่มสิทธิ์การรับเงินเยียวยา หรือสิทธิ์คนละครึ่ง สิทธิการท่องเที่ยว  รวมถึงการลดภาษีอื่นๆ  สำหรับแนวคิดที่จะให้ท้องถิ่นมาส่วนร่วมในการสนับสนุนงบหรือไม่นั้น โดยพื้นฐานองค์กรท้องถิ่นมี “หน้าที่ส่งเสริมและป้องกัน” อยู่แล้ว จึงมองว่า เรื่องนี้อยู่ที่การตัดสินใจของรัฐบาลเพราะอาจมีข้อกฎหมายที่ยังไม่เอื้อ แต่หากรัฐบาลเปิดช่องก็สามารถขอแก้ไขระเบียบหรือกฎหมายต่างๆ ผ่านรัฐสภาได้

ดร.ณพลเดช กล่าวว่าสิ่งหนึ่งที่ยังเป็นข้อกังขาสำหรับประชาชนที่ว่า งบที่จะนำมาซื้อวัคซีนจะมีความโปร่งใสหรือไม่นั้น ในแนวคิดนี้ตนขอสนับสนุนแนวคิดของนายนพดล แก้วสุพัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท ที่เสนอให้มีการช่วยเหลือกันระหว่าง “รัฐบาลกับองค์กรท้องถิ่น” โดยใช้ “งบประมาณคนละครึ่ง” เพราะปัจจุบันบางท้องถิ่นมีศักยภาพที่มีงบสะสมอยู่จำนวนมาก สามารถนำงบประมาณเหล่านั้นมาช่วยแก้ปัญหายามบ้านเมืองมีภัย สำหรับโครงการวัคซีนคนละครึ่งนั้น หากรัฐบาลกับองค์กรท้องถิ่น ช่วยเหลือกันตนขอยกตัวอย่างในประชาชนจำนวน 70 ล้านคน หากวัคซีนโดส ละ 1,000 บาท เราจะต้องใช้เงินถึง 70,000 ล้านบาท สำหรับคนทั้งประเทศ หากคิดใหม่โดยจ่ายคนละครึ่งกับท้องถิ่น รัฐจะจ่ายเพียง 35,000 ล้านบาทเท่านั้น รัฐยังจะสามารถนำงบที่เหลือนี้นำไปใช้เป็นประโยชน์อีกมากมายสำหรับประชาชน

อีกทั้งโดยเรายังจะได้ประโยชน์โดยภาพรวมคือ 1) ความโปร่งใส 2) การมีส่วนร่วม 3) ข้อมูลทะเบียนราษฎร์ที่จะไม่มีการซ้ำซ้อนในภายหลัง แน่นอนหากรัฐกับองค์กรท้องถิ่นช่วยกันจ่ายคนละครึ่งประเด็นคอร์รัปชันจะเกิดขึ้นยากมากเพราะตัวเลขเกิดจากสองหน่วยงานขึ้นไป ส่วนการมีส่วนร่วม เราจะได้หน่วยงานจากภาครัฐและหน่วยงานจากท้องถิ่น เข้ามาร่วมมือการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่จะมาบริการคนไข้ เจ้าหน้าที่ที่จะมาช่วยงานต่างๆ สิ่งนี้จะเป็นการร่วมด้วยช่วยกันระหว่างคนไทยด้วยกัน และข้อสุดท้ายที่ทุกประเทศให้ความใส่ใจคือข้อมูลทะเบียนราษฎร์ ข้อมูลคนต่างด้าว ทั้งหมดนี้ เราจะได้ข้อมูลที่จะนำไปสู่การให้ประโยชน์กับประชาชนให้ได้ประโยชน์สูงสุดในภายหลัง จะแก้ปัญหาการเยียวยาที่เป็นปัญหาที่ผ่านมา เช่นการเยียวยากลุ่มอาชีพที่เคยมีการถกเถียงสำหรับผู้ประกอบหลายอาชีพ จึงทำให้ทราบภายหลังว่ามีบางคนต้องตกหล่นจากการเยียวยาจากรัฐบาล อย่างน่าเสียดาย ดร.ณพลเดช กล่าว

จรัญ ชุ่มเงิน รายงาน