แจกตังค์ 5,000 บาท ยังโดนด่า

373

โดย: ทวี มีเงิน

ต้องขอบ่นหน่อยอัดอั้นตันใจในฐานะประชาชนที่เสียภาษีทุกปีนับจากวันแรกที่เข้าสู่ชีวิตลูกจ้าง ตั้งแต่เงินเดือน ”ชักหน้าไม่ถึงหลัง จนพอจะเห็นหน้าเห็นหลัง ไม่เคยได้รับเนื้อนาบุญ” จากเงินภาษีของตัวเองที่จ่ายให้รัฐแม้แต่ครั้งเดียว มิหนำซ้ำไม่ว่ารัฐบาลไหนๆ มักจะเอาเงินภาษีที่เราเสียทุกปีทำปู้ยี่ปู้ยำ ”ประชานิยมจนชาวบ้านสำลัก”

ถ้าทำไปเพื่อบ้านเมืองเพื่อคนที่ด้อยโอกาสกว่าก็พอรับได้ แต่หลายครั้งเอาไปใช้แบบมักง่าย อีลุ่ยฉุยแฉก

ตั้งแต่รัฐบาลนี้ (ทีมเดียวกับประชานิยม 10 กว่าปีก่อน) เข้ามาวันแรกจนถึงวันนี้มีแต่แจกลูกเดียว”ชิมช้อปใช้”ไล่มาเป็นเฟสๆยังกับบ้านจัดสรรมีเฟส 1 เฟส 2 ยัน เฟส 3 สอนให้คนแบมือขอเงินไปเที่ยวแทนที่จะสอนให้รู้จักทำงาน เก็บหอมรอมริบไว้ใช้ยามลำบาก

รายงานกระทรวงคลังระบุชัดเจนว่าชิมช้อปใช้มีการทุจริตกันมโหฬาร ในส่วนกระเป๋า 2 มีรายหนึ่งเบิกค่ากาแฟวันเดียว 3 หมื่นบาท แรกๆเริ่มจากชายแดนใต้ตอนหลังระบาดไปภาคต่างๆแต่เรื่องเงียบกริบ แถมยังจะมี”ชิม ช้อป ใช้อินเตอร์” แจกเงินนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็น”พ็อกเก็จมันนี่”ให้ใช้พอดีว่าเกิดโรคระบาด โควิด-19 เสียก่อนเรื่องก็เลยพับไป

ชิมช้อปใช้ว่ามั่วแล้วแต่ยังไงก็ยังไม่มั่วเท่านโยบายแจก 5 พันบาทเป็นเวลา 3 เดือนให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด19 ตอนแรกตั้งเป้าแค่ 3 ล้านคน ตอนหลังมาเพิ่มมาเรื่อยเป็น 16 ล้านคนแต่คนยื่นขอจริงๆทะลุ 27 ล้านคนเข้าไปแล้ว

ถ้ากระทรวงคลังใส่ใจหาข้อมูลกันสักนิดก็จะรู้ว่าบ้านเรามีแรงงานนอกระบบที่มีสิทธิ์ได้รับจริงๆอย่าง พ่อค้า แม่ค้า หาบเร่ แผงลอย วินมอเตอร์ไซด์ราวๆ 9.5 ล้านคน เอาแค่กลุ่มนี้ก็เกินเป้าที่ตั้งไว้ตอนแรก 3 ล้านคนถึง 6.5 ล้านคนแล้ว

ยิ่งถ้ารวมผู้ประกันตนตามมาตรา 39 กลุ่มนี้เป็นคนที่เคยทำงานในบริษัทแล้วลาออกมาแต่ยังส่งประกันสังคม และมาตรา 40 คือแรงงานที่สู่เข้าระบบประกันสังคมโดยสมัครใจ อีก 5 ล้านคน รวมคนที่มีสิทธ์พุ่งพรวดเป็น 14.5 ล้านคนนั่นแปลว่ามีคนเกินเป้าถึง 11.5 ล้านคน

แต่ที่แย่กว่าตรงกระบวนการพิจารณาว่าใครควรได้ไม่ควรได้นี่แหละที่เป็นปัญหา คนวงในคณะทำงานเล่าให้ฟัง ว่าข้อมูลที่ใช้พิจารราได้มา มาจาก มหาดไทยกับ กองสลาก เอามายำกันแล้วก็ฟันธงกันว่าควรให้อาชีพไหน

มีสองอาชีพซึ่งในที่ประชุมเถียงกันมากว่าควรจะได้หรือไม่ คือ คนงานก่อสร้าง และเกษตรกร ในที่สุดที่ประชุมฟันธงว่า เกษตรกรไม่ได้รับผลกระทบจากโควิด ส่วนแรงงานก่อสร้าง ก็ยังทำงานได้ จึงไม่ควรได้

ทั้งที่เกษตรกรที่ปลูกผักเลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง ได้รับผลกระทบกลุ่มแรกๆที่ปิดสถานบันเทิง ปิดร้านอาหาร ปิดห้างฯ ต้องเอาของเร่ขายถูกๆข้างถนน

ส่วนแรงงานก่อสร้างรายย่อยพอมีโควิด ก็ไม่มีใครจ้าง คนที่กำลังสร้างก็ขอให้พักไม่ให้เข้าบ้านตกงานเป็นแถว

แต่คน ขายล็อตเตอรี่กลับเป็นกลุ่มแรกที่ได้สิทธิ์ ทั้งที่ข้อเท็จจริง คนได้สิทธิ์ คือบรรดา ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว เจ้าของแผงใหญ่ๆไปขึ้นทะเบียนไว้กับกองสลาก ส่วนพวกรายย่อยคนเดินขายหมดสิทธิ์เพราะไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้

วินมอเตอร์ไซด์ เป็นกลุ่มแรกที่ได้สิทธิ์ แต่คนขับแท็กซี่กลับไม่ได้ทั้งที่ในชีวิตจริงคนขับแท็กซี่ลำบากกว่า มอเตอร์ไซด์บางคนอาจจะลำบาก แต่บางคนไปขับแกร็บส่งอาหารมีรายได้ดี แต่ถ้าจะให้กลุ่มนี้ก็พอรับได้

แต่ที่แปลกใจคนที่เดือดร้อนจริงๆไม่ได้ คนที่ไม่เดือดร้อนกลับได้อย่างบางคนมีบ้านมีข้าวกินมีอาชีพเล็กๆน้อยๆ กลับได้ สิทธิ์เชื่อไหมว่า มีไม่น้อยเข้าขั้นเศรษฐีเป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงในจังหวัดได้เฉยเลย คนตกงาน โดนไล่จากบ้านเช่า มาขอข้าววัดกิน อาศัยนอนวัด นอนสวนลุม กลับไม่ได้

ถ้าจะหาคนจนจริงๆไม่ต้องคิดให้ซับซ้อนจนไปสะดุดขาตัวเองล้มอย่างทุกวันนี้ ไปปรึกษา “บิณฑ์ บันลือฤทธิ์”ให้พาไปตามชุมชนต่างๆ หรือจะไปสวนลุมฯมีคนนอนรอของแจกมากมาย หรือจะ ไปแถวๆมีนบุรีจะมีแรงงานนับร้อยๆมายืนริมถนนของานทำคนพวกนี้ลำบากมากไม่มีบ้านอยู่ ไม่มีข้าวกิน

หรืออยากรู้ว่าพ่อค้าแม่ค้าคนไหนที่ตกระกำลำบากขายของไม่ได้ ให้ไปปรึกษา”เจ้าหน้าที่เทศกิจของกทม.” พวกนี้รู้ดีที่สุดมีบัญชีรายชื่อละเอียดยิบว่าใครเป็นใคร ในต่างจังหวัดก็ให้ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อสม.คัดคนเดือดร้อนส่งเข้ามา รับรองว่า ไม่ผิดฝาผิดตัวแน่ๆ รับรองแม่นจำกว่าข้อมูลที่กระทรวงคลังทำอยู่ทุกวันนี้

แต่ละคนจบด็อกเตอร์ตั้งแต่รัฐมนตรียัน เจ้าหน้าที่ งานง่ายๆแจกเงินชาวบ้านแท้ๆ แทนที่จะมีคนชื่นชมกลับมีแต่คนด่าทั้งประเทศ แปลกจริงแฮะ