‘สภาเอสเอ็มอี’ยื่นกมธ.งบประมาณ เสนอมาตรการการเงินช่วย’SMEs’ 

2113

สภาเอสเอ็มอียื่นหนังสือถึงกรรมาธิการงบประมาณฯ ยื่นข้อเสนอ 3 ข้อ ช่วยเหลือ SMEs โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่สามารถเข้ารับความช่วยเหลือผ่านระบบธนาคารที่มีกว่า 90% 

30 เมษายน 2563 ดร.ศุภชัย แก้วศิริ รองประธานอาวุโส สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี) พร้อมด้วย นายนิวัตร เรืองพยุงศักดิ์ กรรมการฝ่ายกฎหมาย และนายวรวุฒิ ชิระนุรังสี ผู้จัดการ เข้ายื่นหนังสือถึงกรรมาธิการ การจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ข้อเสนอช่วยเหลือ SMEs ผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 โดยมี นายการุณ โหสกุล เป็นผู้แทนในการรับมอบหนังสือ ณ รัฐสภา

ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวประกอบไปด้วย

  1. ขอให้ทุกธนาคารทั้งธนาคารรัฐ และธนาคารพาณิชย์ ขยายระยะเวลาการพักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยออกไปเป็นระยะเวลา 12 เดือน โดยอัตโนมัติ รวมทั้งงดเว้นการบังคับคดีทุกคดีของสถาบันการเงินและบรรษัทบริหารสินทรัพย์
  2. พิจารณาให้สินเชื่อเพิ่มเติมกับผู้ประกอบการที่เป็นลูกค้าเดิมของสถาบันการเงินนั้นๆ ร้อยละ 70 ของวงเงินสินเชื่อเดิมที่ได้ผ่อนชำระไปแล้ว โดยไม่ต้องยื่นขอสินเชื่อใหม่ เพียงแจ้งความจำนงไปที่ธนาคาร
  3. สินเชื่อใหม่ 5 แสนล้านบาท อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 2 สำหรับ SMEs (Soft Loan) ขอให้แบ่งออกเป็น 2 ก้อน ได้แก่

1) 250,000 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการ SMEs และธุรกิจการเกษตรที่อยู่ในระบบสินเชื่อธนาคาร

2) 250,000 ล้านบาท สำหรับ SMEs ที่ไม่ได้อยู่ในระบบสินเชื่อธนาคาร ซึ่งมีจำนวนกว่าร้อยละ 90 ของ SMEs ทั้งหมด โดยใช้กลไกพิเศษผ่านทางผู้ว่าราชการจังหวัดไปยัง SMEs ในพื้นที่ต่างๆ

“เนื่องจากวิกฤตโควิด-19 เป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ สภาเอสเอ็มอีจึงขอเรียกร้องให้รัฐพิจารณามาตรการให้ความช่วยเหลือแบบไม่อิงกรอบของกฎหมายปกติ กระจายความช่วยเหลือให้ทั่วถึงที่สุด ทั้งนี้ เนื่องจาก SMEs มีจำนวนมากกว่าร้อยละ 99 ของสถานประกอบการ และมีการจ้างแรงงานกว่าร้อยละ 85 ของการจ้างงานทั้งหมด ดังนั้น การประคับประคองให้ SMEs อยู่ได้ จะส่งผลในวงกว้างกับประชากรทั้งประเทศ นอกจากนี้ หากสถานการณ์โควิด-19 ผ่านพ้นไป คาดว่าความต้องการของทั้งโลกจะกลับมาที่ปัจจัยสี่ โดยเฉพาะด้านอาหารที่มาจากธรุกิจการเกษตร ซึ่งจะเป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะเป็นครัวของโลก (Food Supply) ให้ในประเทศและทั่วโลก ดังนั้น การให้ความช่วยเหลือ SMEs ในกลุ่มนี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง แต่ต้องมีความเข้าใจในเรื่องระดับศักยภาพของกลุ่มนี้ด้วย ซึ่งหากกลุ่มนี้ขับเคลื่อนไปได้ ก็จะสามารถขับเคลื่อนอุตสาหกรรมต่อเนื่องและอุตสาหกรรมสนับสนุนอื่นๆ ในห่วงโซ่คุณค่าและห่วงโซ่อุปทาน (Value Chain & Supply Chain) ไปโดยธรรมชาติ” ดร.ศุภชัย กล่าว

ระหว่างนี้ สภาเอสเอ็มอีกำลังรวบรวมรายชื่อและผลกระทบของ SMEs เพื่อสรุปเสนอมาตรการเพิ่มเติมต่อไป ผ่านระบบออนไลน์ที่ https://qrgo.page.link/Afguc

WC รายงาน