“เสามิ่งเมือง” คุ้มครองปลอดภัย​ เจริญ​ก้าวหน้า​ในหน้าที่​การงาน​ มงคล​แห่ง​ชีวิต

326

วัดมิ่งเมือง​ และศาลหลักเมืองจังหวัด​น่าน

“วัดมิ่งเมือง” เดิมชื่อ”วัดห้วยใคร้” เป็นวัดร้าง​ มีมาก่อนหรือพร้อมตั้ง​ “เมือง​ภูเพียง​แช่แห้ง”ต่อมามีการย้ายเมือง​ข้ามมาตั้งบนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำ​ ในพงศาวดาร​เมืองน่าน​ได้บันทึก​ไว้​ ตั้งเมืองน่าน​ใหม่​ ณ​ บ้าน​ห้วย​ใคร้​ เป็น​ธร​รมเนียมและความ​ศัทธาของชาวพุทธ​ เมื่อรวมตัวกันตั้งเป็นหมู่บ้านหรือตำบล​ ก็จะสร้าง​วัดประจำหมู่บ้านหรือของตำบลของตนขึ้น​

วัดห้วยใคร้​ คงถูก​สร้าง​พร้อม​ขึ้น ซึ่งไม่อาจหาหลักฐาน​มายืนยันว่า​ วัดห้วยใ​คร้​ อาจร้างลงก่อนที่จะมีการย้ายเมืองน่านมาตั้งใหม่​ หรือ​ร้างลงหลังจากนั้นไม่มีการบันทึก

“เมืองน่าน” ใน​สมัย​ของ”พระเจ้าอนันตวรฤทธิเดช” กษัตริย์​องค์​ที่ 62​ ในปี​ พ.ศ.2400 พระองค์​เสด็จ​ถวายสักการะ​บวงสรวง​”เสาหลัก​เมือง” หรือ”เสามิ่งเมือง” พระองค์​เกิดความศรัทธา​โปรดให้สร้าง​วัด​ใหม่ขึ้น​ ณ​ บนที่วัดร้างและทรงโปรดให้ตั้งชื่อใหม่ว่า”วัดมิ่งเมือง”

ศาลหลักเมือง​น่าน

ด้วย​เหตุ​ที่มี”เสามิ่งเมือง” มีข้อมูลกล่าว​ “วัด​มิ่ง​เมือง” แต่เดิมมีชื่อตามปรากฏ​บนแผ่น​ทองคํา​จารึก​อักษรพม่าว่า” วัดตะละแม่ศรี” เป็นชื่อของผู้สร้างวัด​ เป็นพระมเหสี​ของพ่อขุนเม็งรายมหาราช​ กษัตริย์​แห่งแคว้น​ล้าน​นาผู้สร้าง​เมือง​เชียง​ราย​ เจ้านางตะละแม่ศรีมีอีกพระนามหนึ่ง​ปรากฏ​ในจารึก”มหาเทวีอุษาปายะโค”เป็นพระธิดา​ พระเจ้าพายุเจ็ง กษัตริย์​พม่า​ เจ้าเมืองพะโค(หงษาวดี)​ได้มอบถวาย​เป็นข้าบาทจาริกาแด่พ่อขุนเม็งรายมหาราช​ เมื่อทรงชนะสงครามจากพม่า​ และวัดแห่ง​นี้​เป็นวัดประจำพระองค์​ของพระนางฮั๊วมิ่งจอมเมือง​ (พระเทพคำกล่าย-พระนางฮั๊วมิ่งเมืองไข่​ฟ้าหรือพระนางนกนางแอ่น​ ซึ่งเป็นวีรสตรี​ของชาวไทยลื้อที่ได้ปลอมตัวเป็นชายออกรบจนได้ชัยชนะ)​ พระนางฮั๊วมิ่งจอมเมือง​ ทรงเป็นพระราชชนนีของพ่อขุนเม็งราย​ พระนางเสด็จ​มาทรงปฏิบัติ​ธรรม​เป็นประจำ

ถึงสมัย”เจ้ามหาพรหม​สุรธาดา” เจ้าผู้ปกครองน่านองค์สุดท้าย​ โปรดสร้าง”พระเจดีย์มิ่งขวัญเมือง” ขึ้นโปรดให้มีการบูรณ​ะครั้ง​ใหญ่​ มีการจารึกไว้บนแผ่น​ศิลาและประดิษฐ์​ฐานอยู่หน้าเจดีย์​”เสามิ่งเมือง” (เสาหลัก​เมือง)​มีลักษณะ​เป็น​ ไม้สักทอง​ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ​60 เซน​ติ​เมตร​ สูง ​3 เมตร​ ทรงกลม​ หัวเสากลึงเป็นรูปดอกบัวตูม​ ตัวเสาฝังลงกับพื้นดินโดยไม่มีศาลครอบ​ ในปี​ พ.ศ.2506 เกิดน้ำท่วมใหญ่กระแสน้ำน่านไหลบ่าทะลักท่วมถึงตัวเสาหลักเมือง​ ทำให้โค่นล้มลงเนื่องจาก​เสาผุกร่อน​จากถูกฝังมานานเป็นร้อยปี ได้บูรณะก่อเสาหลักเมืองน่านจำลองด้วยอิฐถือปูนขึ้น​ ถึงปี​ พ.ศ. 2514 ได้สร้าง​ศาลหลักเมือง​ทรงไทยจตุรมุขครอบเสาหลักเมืองโดยเอาเสาหลักเมืองที่โค่นเกิดจากน้ำท่วม​มาแกะสลักหัวเสาเป็น”พรหม​สี่​หน้า”

เสามิ่งเมืองไม้สักทองยอดพรหมสี่หน้า

ต่อมาภายหลังได้รื้ออุโบสถ​หลังเก่าและสร้างอุโบสถ​หลังใหม่​ ตามดำริ พระครูสิริธรรมภาณี​ เจ้าอาวาส​วัดมิ่งเมือง​ ในปี​ พ.ศ.2529 ได้ทำพิธี​วาง​ศิลาฤกษ์​โดย​ พีรพล​ จันทร์​สว่าง​ ผู้​พิพากษา​หัวหน้า​ศาลจังหวัด​น่านเป็นประธา​น​ อุโบสถ​นี้​ออกแแบ​บสร้าง​ตามจินตนาการ​ของ​ พระครูสิริธรรมภาณี​ โดยช่างฝีมือ​”สล่า” พื้นบ้าน​เมือง​น่าน​ ลวดลายปฏิมากรรม​ ปูนปั้น​ ชื่อ​ เสาร์​แก้ว​ เลาดี​ (ช่างเขียนสกุลเชียงแสนโบราณ​)​ สร้างเสร็จเมื่อปี​ พ.ศ.2550

หลวงพ่อพระศรีมิ่งเมือง​ พุทธ​ศิลป์​เชียงแสนสิงห์1​ยุคต้น​ พระประธาน​คู่บ้านคู่เมือง​วัดมิ่งเมือง

ต่อมา​ ผู้ว่าราชการจังหวัด​น่าน​ สมพงษ์​ อนุยุทธ​พงษ์​ ข้าราชการ​ พ่อค้า​ ประชาชน​ ได้กราบ​บังคมทูล​ พระบาท​สมเด็จ​พระเจ้า​อยู่​หัว​ รัชกาลที่ 9 เพื่อ​อัญเชิญ​เสด็จ​พระราช​ดำเนิน​ทรงยกยอดศาลหลักเมือง​น่าน​ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ​โปรด​เกล้า​โปรด​กระหม่อม​ให้​ สมเด็จ​พระเทพรัตนราชสุดา​ สยาม​บรมราชกุมารี​ (ดำรงค์​ตำแหน่ง​ในขณะนั้น)​เสด็จพระราช​ดำเนินแทน​พระองค์​ เป็นองค์ประธาน​ยกยอดศาลหลักเมือง​น่าน

พระอุโบสถแบบล้านนาเป็นที่ประดิษฐาน​”หลวงพ่อพระศรีมิ่งเมือง”

“ศาลมิ่งเมือง” เป็นวัดที่พุทธศาสนิกชน​และนักท่องเที่ยว​แวะเวียน​เข้าชมและมากราบไหว้​​​เสริมดวงชะตาให้แก่ตนและครอบครัว​ ประกอบธุรกิจ​สำเร็จ เจริญ​ในมงคล​แห่งชีวิต​ และต้องตั้งมั่น​ในศีลธรรม​ด้วยจะนำพาให้เจริญ​รุ่งเรือง

เรื่อง​/ภาพ​ โดย​ พรหม​พิริยะ​ จันทร์​เพ็ญ​