“วิถีชุมชน” – “คนรากหญ้า” กับชีวิตที่ต้องเดินหน้าท่ามกลางวิกฤติ

572

“ทำงานค่าแรงรายวัน เงินออกเป็นสัปดาห์ จะให้ไปกักตุนอาหารของใช้ได้อย่างไร อยากซื้อเยอะๆ เหมือนกัน จะเอาเงินที่ไหน ยิ่งตอนนี้ของบางอย่างขาด บางอย่างแพง ก็มีแต่ร้านแบบนี้แหละที่เคยซื้อราคาไหน ก็ราคานั้น เรารู้เลยว่าเงินเราเท่านี้ ซื้ออะไรได้บ้าง”

เสียงสะท้อนจากพนักงานทำความสะอาดของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง พูดถึงการใช้ชีวิตในช่วงวิกฤติการแพร่ระบาดของ “โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019” หรือ “โควิด-19” แรงงานค่าจ้างรายวัน ที่ค่าแรงขั้นต่ำแทบจะไม่เพียงพอแต่การเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเอง และครอบครัวด้วยซ้ำ ประสาอะไรจะมีเงินเก็บเอามาใช้ยามฉุกเฉิน

ที่พึ่งของพวกเขาก็คือร้านขายของชำ ร้านสะดวกซื้อต่างๆ ที่สามารถซื้อของทีละน้อยๆ ได้ โดยที่ไม่ได้ฉวยโอกาสขึ้นราคา

ตั้งแต่เริ่มมีมาตรการต่างๆ ออกมาเพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรค โดยเฉพาะการขอความร่วมมือให้ออกจากที่พักอาศัยให้น้อยที่สุด เพื่อลดโอกาสในการออกมารวมตัวกัน ดูเหมือนผู้คนที่สัญจรไปมา ยวดยานพาหนะบนท้องถนนจะเบาบางลงไปถนัดตา เราเห็นแล้วว่า คนขับแทกซี่ได้รับผลกระทบ คนขับมอเตอร์ไซด์รับจ้างได้รับผลกระทบ เพราะไม่มีผู้โดยสาร ถึงแม้รัฐบาลจะยังผ่อนปรนให้ร้านอาหารยังสามารถเปิดจำหน่ายได้ แต่ก็ให้เป็นการซื้อกลับไปรับประทานที่บ้าน

แน่นอนว่าสังคมเข้าใจและพร้อมให้ความร่วมมือ เรื่องดีที่เห็นชัดก็คือ บริการรับส่งอาหารกลายมาเป็นธุรกิจขาขึ้นในช่วงนี้ หลายคนผันตัวมาทางนี้เพื่อเลี้ยงชีพ

“ขายไก่ทอด ขายลูกชิ้น ลงทุน 500 ขายได้ 300 ลงทุน 800 ขายได้ 200” ตัวอย่างหนึ่งของความคิดเห็นในโพสต์ของ Influencer ชื่อดังในเฟชบุคที่ถามถึงผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 นี้

อย่างไรก็ตาม จึงไม่น่าแปลกใจที่การค้าเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ต้องปิดตัวเองไปโดยปริยาย พอคนไม่มีรายได้ หันหน้ากลับสู่บ้านเกิดก็เป็นทางออกที่เหลืออยู่ ภาพคนแห่เดินทางกลับภูมิลำเนาจึงน่าเห็นใจ ไม่ใช่เขาไม่อยากอยู่ แต่เพราะเขาอยู่ไม่ได้ ไม่ได้จะโทษใคร เพราะทุกคนพยายามเต็มที่ แต่วิกฤตินี้มันยิ่งใหญ่ และรวดเร็วจริงๆ

“ร้านขายข้าวแถวหอพักปิดไปหมดแล้ว เด็กหออย่างเราให้สั่ง Delivery นานๆ ทีได้ ทุกวันคงไม่ไหวหรอก ถ้าไม่ต้มมาม่า ก็หาซื้อง่ายๆ ในร้านสะดวกซื้อ นึกไม่ออกเหมือนกันว่าถ้าไม่มีร้านค้าแบบนี้จะอยู่ยังไง”

นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในย่านใจกลางเมืองหลวงเปิดเผย “อยากให้ชีวิตกลับมาเป็นเหมือนเดิมเร็วๆ ก็เข้าใจนะ นี่ถ้าไม่ออกไปหาซื้อของกิน ก็ไม่พยายามไปไหนโดยไม่จำเป็น ตอนนี้แค่มองไปเห็นร้านขายของยังเปิดตามปกติ มันเหมือนเป็นกำลังใจเหมือนกัน ว่าสถานการณ์มันไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น เรารับผิดชอบต่อตัวเอง รับผิดชอบต่อสังคม ถามว่ากลัวไหม ไม่กลัวหรอก เพราะตอนนี้ใครๆ ก็ป้องกันตัวเองทั้งนั้น เข้าไปหยิบๆ จ่ายเงิน ไม่มีใครเขามาเดินใกล้เราด้วยซ้ำ สื่อก็ออกข่าวกันโครมๆ รัฐบาลก็ประกาศทุกวันให้ล้างมือบ่อยๆ เราก็ทำตามสิ”

ตัดมาที่ถนนสายหนึ่งในย่านชุมชน ที่มีทั้งตลาดนัด ร้านสะดวกซื้อ ห้างค้าปลีก เรียงรายอยู่สองฝั่ง ผู้คนยังคงออกมาซื้อหาสินค้าอุปโภคบริโภคกันเหมือนเดิม แม้จะบางตาไปถนัดตา และที่แตกต่างเลยก็คือแทบไม่มีใครเลยที่ไม่สวมหน้ากากอนามัย เสียงของพ่อค้าแม่ค้ากลุ่มหนึ่งบอกอย่างเศร้าๆ ว่า ยังดีที่รัฐไม่สั่งให้ปิดไปหมด เพราะจุดนี้มีแสงไฟสว่างไสว คนพลุกพล่าน ก็ได้อาศัยมาขายของตรงนี้ ขายได้น้อยแต่ยังมีโอกาสได้ขาย เพราะก็ไม่รู้จะไปอยู่ตรงไหนแล้ว

“ขายอยู่หน้าร้านเขามานานแล้ว มันสว่าง มีที่จอดรถ พอคนลงมาซื้อของในร้านเดินออกมาเห็นเรา เราก็มีโอกาสขายได้ หรือเขาสั่งไว้ก่อน เข้าไปซื้อของข้างในแล้วออกมาเอา เราไม่ได้เช่าที่เขาหรอก เพราะที่เราขายคือริมถนน เข็นไปเข็นกลับทุกวัน ตอนนี้คนออกจากบ้านน้อยลง แต่ก็ยังต้องออกมาหาของกินของใช้ แถวนี้ไม่ต้องไปห้างใหญ่ให้แออัด เพราะมีครบแล้ว แต่ถ้าปิดตรงนี้ไปหมด เราก็คงหมดหนทางไปด้วย” แม่ค้าขายไส้กรอกอีสานรายหนึ่งกล่าว

นี่เป็นเสียงของคนอีกกลุ่มของสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ในครั้งนี้ เพราะแต่ละคนมีโอกาส มีทรัพยากร มีความสามารถในการประคับประคองชีวิตรอวันฟ้าหลังฝนต่างกัน

ตอนนี้สิ่งที่เราคงจะพอทำได้ก็คือ เอื้ออาทรต่อกันให้ได้มากที่สุด ทำทุกอย่างให้เป็นปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ ร่วมมือกันฝ่าฟันแก้ปัญหา เพราะอย่างไรแล้ว “ชีวิตก็ต้องก้าวต่อไป” สู้ๆ นะคนไทย

จรัญ ชุ่มเงิน รายงาน